
นานาจิตตัง
ขึ้นชื่อว่าชาวจีนย่อมมีเอกลักษณ์ทางขนบธรรมเนียมที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ขึ้นชื่อว่าชาวจีนย่อมมีเอกลักษณ์ทางขนบธรรมเนียมที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทว่าในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาวจีนในแต่ละถิ่น และเมื่อนำมาประกอบเข้ากับการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันด้วยแล้ว ย่อมส่งผลต่อนิสัยใจคอและลักษณะร่วมของชาวจีนถิ่นต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้น กุญแจสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้การผูกมิตร การแลกเปลี่ยนทางการค้า ตลอดจนการทำความรู้จักกับคนจีนในแต่ละเมืองเป็นไปด้วยดี ก็คือการเรียนรู้ถึงลักษณะเด่นทางนิสัยใจคอผ่านความเคยชิน สภาพแวดล้อมและประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของถิ่นต่างๆ นั่นเอง
นิตยสารที่ได้รับความนิยมฉบับหนึ่งของจีนเคยเปรียบเทียบลักษณะนิสัยของชาวจีนแต่ละถิ่นไว้อย่างน่าฟังว่า : “ชาวจีนแถบตะวันออกเฉียงเหนือรักการดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ สามารถดื่มเหล้าระดับ 65 ดีกรีได้อย่างสบายๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนใจกว้าง ส่วนชาวเซี่ยงไฮ้เก่งทางการคำนวณ ให้ความสำคัญกับตำแหน่งลาภยศและฐานะทางการเงิน มองผลประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด ขณะที่ชาวฮกเกี้ยนเป็นพวกหัวใส เวลาฝนตกจะพกร่ม 2 คัน คันหนึ่งไว้ใช้เอง ส่วนอีกคันเผื่อไว้ขาย ชาวเสฉวนเป็นคนที่มีนิสัยเปิดเผย ไม่คิดอะไรซับซ้อน คบหาเป็นเพื่อนง่าย...”
เราลองไปดูกันว่าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่กำลังจะเอ่ยถึงเหล่านี้มีลักษณะเด่นทางนิสัยใจคออย่างไรบ้าง
เริ่มต้นที่ชาวเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งกันก่อน อิทธิพลจากวัฒนธรรมของการเป็นเมืองหลวงหลายยุคหลายสมัยในอดีตส่งผลต่อนิสัยใจคอของคนเมืองนี้อยู่มากทีเดียว ที่เห็นเด่นชัดก็คือการเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับการรับราชการ และมองว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมั่นคง ด้วยความที่เป็นศูนย์กลางทางการปกครองมายาวนาน ส่งผลให้คนเมืองนี้มักมองสิ่งต่างๆ แบบภาพรวม นิยมงัดกลยุทธ์ในการบริหารมาใช้และชอบวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ บนพื้นฐานของหลักทางวิชาการ
เป็นธรรมดาที่ชาวปักกิ่งมักภาคภูมิใจในความเป็นชาวเมืองหลวงและมีมุมมองต่อสถานภาพของตนว่าสูงกว่าคนเมืองอื่น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเป็นราชธานีของประเทศภายใต้การปกครองระบบศักดินามาช้านาน ไม่ว่าจะมีอำนาจหรือไม่มี มีเงินหรือไม่มี พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าเหนือกว่าคนถิ่นอื่น
ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร การต่างประเทศ วัฒนธรรม รวมถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย คนปักกิ่งจึงมีความตื่นตัวทางการเมืองมากกว่าคนถิ่นอื่น ดังเห็นได้จากหัวข้อสนทนาในชีวิตประจำวันของชาวปักกิ่งมักมีเรื่องการบ้านการเมืองรวมอยู่ด้วย ถึงกับมีการเปรียบเปรยว่าการเมืองก็คือเกลือ อารมณ์ขันคือผงชูรส ขาดสองอย่างนี้ ชีวิตก็ไม่มีรสชาติ เราจึงมักเห็นรายงานวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองและรายการที่สร้างเสียงหัวเราะตามสถานีช่องต่างๆ ของปักกิ่ง กล่าวได้ว่า การให้ความสำคัญกับการบ้านการเมืองเป็นลักษณะร่วมที่บ่งบอกถึงความเป็นชาวปักกิ่งได้ดีอย่างหนึ่ง
เราจะสังเกตเห็นว่า ข่าวพาดหัวในแต่ละวันมักตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของคนจำนวนมาก เพราะปักกิ่งเป็นแหล่งรวมของบรรดานักวิชาการทุกแขนง คนเหล่านี้มักแสดงความคิดเห็นผ่านคำพูดและการเขียนบทความ จึงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าคนเมืองนี้กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นข่าวดัง เพราะมักเป็นเรื่องในเชิงลบมากกว่า
เป็นที่ยอมรับในเรื่องการพูดของชาวปักกิ่งว่าเต็มไปด้วย “เหตุผล” แต่เหตุผลที่ว่านี้มักหยิบยกมาใช้ในการถกเถียง จึงมักพูดกันว่า หากคิดที่จะทะเลาะกับคนเมืองนี้ คงต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะหาเหตุผลมาหักล้างความคิดของฝ่ายตรงข้ามสำเร็จ ว่ากันว่าคนปักกิ่งมีความจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่ชอบทำอะไรลับหลัง ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเพื่อนฝูง
พวกเขามักมีคติพจน์ประจำใจในการคบหาเพื่อนว่า “หลอกเพื่อนได้แค่ครั้งเดียว แต่สร้างความเสียหายให้ตัวเองตลอดทั้งชาติ” ดังนั้น ชาวปักกิ่งจึงเข้าข่ายเป็นคนใจกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มักคิดแทนผู้อื่นเสมอ และก็ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนเป็นหลัก ความใจกว้างและการให้ความสำคัญกับแขกที่มาเยือนถือเป็นเรื่องที่คนทั่วไปยอมรับ
คนเมืองนี้ศรัทธาในเรื่องความกล้าหาญ ความมีน้ำใจ ใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้ใหญ่ ความสมัครสมานกลมเกลียว การคบค้าสมาคมกับชาวปักกิ่งถือเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก เพราะคนเมืองนี้มักให้การต้อนรับแขกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง มีมิตรไมตรีที่ดี สัมพันธภาพระหว่างคนเมืองนี้กับผู้อื่นมักเป็นอะไรที่ยั่งยืน







