
จีนลั่นไม่กระตุ้นเพิ่มรับได้ศก.โตช้าแต่ยั่งยืน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลอจี้เหว่ย รัฐมนตรีคลังจีน ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะไม่มีการใช้มาตรการทางการเงินขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า จีนสามารถทนได้ต่อแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวลง เนื่องจากต้องการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการขยายตัวที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากกว่าตัวเลขเติบโตที่ร้อนแรง
“ในเชิงนโยบาย จีนจะไม่ประกาศมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่ใดๆ ในปีนี้ ทว่าจะเน้นการปรับนโยบายเพื่อส่งเสริมการเติบโตและการจ้างงานที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไว้” หลอ เปิดเผยระหว่างการเจรจายุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสหรัฐจีน ที่กรุงวอชิงตันในสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงเมื่อวันที่ 17 ก.ค.
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนชุดปัจจุบันประกาศเดินหน้ายกเครื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการขยายตัวอย่างยั่งยืน พร้อมยอมรับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนในปีนี้อาจจะไปไม่ถึงเป้าที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 7.5% และจีนสามารถทนต่อการเติบโตที่เชื่องช้ากว่านั้นได้ถึง 6.5% สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาคมโลก ซึ่งมองว่าการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน อาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกตามไปด้วย
นอกเหนือจากภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวลง จีนกำลังเผชิญกับปัญหาสินเชื่อตึงตัวเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางจีนไม่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าตลาดเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เนื่องจากกังวลถึงการขยายตัวของหนี้เสีย
กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางภาวะสินเชื่อตึงตัวภายในประเทศ สถาบันการเงินในประเทศที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ มีแนวโน้มแห่ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีแหล่งพลังงานแม้มีความเสี่ยงสูงก็ตาม ทั้งในเวเนซุเอลา บราซิล เอกวาดอร์ รัสเซีย หรือแม้แต่ไนจีเรีย โดยมีธนาคาร 2 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน(เอ็กซิมแบงก์) เป็นเสาหลักปล่อยกู้
บลูมเบิร์กรายงานกึ่งวิเคราะห์ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นหนึ่งในความพยายามของจีนในการทุ่มเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับความมั่นคงด้านทรัพยากรพลังงาน ประกอบกับเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทสัญชาติจีน และการสานสัมพันธ์กับนานาชาติ
เห็นได้จากเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศให้เงินกู้กับ 10 ประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน วงเงินสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน เพื่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันในคอสตาริกา วงเงิน 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดจนถึงการปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์แก่บริษัทน้ำมันในเม็กซิโก วงเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น
“การทำสัญญาปล่อยกู้ในต่างประเทศของธนาคารทั้งสองแห่งของจีน นอกเหนือจากมีเป้าหมายเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศของบริษัทจีนแล้ว ยังถือเป็นแนวทางการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศคู่ค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย” เอริกา ดาวน์ส ผู้เชี่ยวชาญในสถาบันบรุกกิงส์ในสหรัฐ ระบุ พร้อมอ้างถึงการสานสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีนและเวเนซุเอลาที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ผ่านการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำและให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง







