
สินเชื่อจีนระอุสัปดาห์เดียวพุ่ง 8 แสนล้าน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นักวิเคราะห์ออกโรงเตือนว่า รัฐบาลจีนส่อยกระดับการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อในประเทศภายหลังข้อมูลล่าสุดจากหนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้ ซีเคียวริตี้ พบว่า ธนาคารรายใหญ่ 4 แห่ง ในแดนมังกรลุยปล่อยสินเชื่อ คิดเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.31 แสนล้านบาท) เพียงแค่ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
ตัวเลขดังกล่าวซึ่งเป็นสินเชื่อใหม่สกุลเงินหยวนที่ธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์จีน ธนาคารการก่อสร้างจีน ธนาคารการเกษตรจีน และธนาคารแห่งประเทศจีน อนุมัติในต้นเดือน ก.ค.นั้น นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับยอดปล่อยกู้ในช่วงเดือน มิ.ย. ซึ่งทั้งเดือนนั้นอยู่ที่ 2.7 แสนล้านหยวน (ราว 1.37 ล้านล้านบาท)
“การปล่อยกู้ที่พุ่งสูงมีขึ้นภายหลังรัฐบาลเข้าควบคุมการปล่อยสินเชื่อเมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นสถานการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปี เมื่อเงินทุนหมุนเวียนเข้าสู่ระบบการเงินอีกครั้งหลังบริษัทต่างๆ เสร็จสิ้นการรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก” สื่อชื่อดัง ระบุ
นักวิเคราะห์คาดว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจบีบให้รัฐบาลแดนมังกรยกระดับมาตรการควบคุมการเงินในประเทศหลังจากที่เคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกัน เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ยอดปล่อยกู้พุ่งสูงเกินคาด ซึ่งในครั้งนั้นทางธนาคารกลางจีนได้เรียกประชุมฉุกเฉิน พร้อมกับชะลอการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินจนดันอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารพุ่งทุบสถิติ 12.85%
ทั้งนี้ ภาวะสินเชื่อตึงตัวดังกล่าวประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกกำลังฉุดเศรษฐกิจจีนอย่างหนัก ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์ต่างแสดงความกังวลว่าแดนมังกรจะไม่สามารถบรรลุเป้าเติบโตที่ 7.5% ได้ในปีนี้
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงของจีน เปิดเผยว่า นโยบายภาครัฐจะต้องส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ต่ำกว่าเพดานที่รัฐบาลกำหนด โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกงพุ่งขึ้น 2.6% เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. เนื่องจากนักวิเคราะห์ต่างแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลแดนมังกรเตรียมผ่อนนโยบายการเงินลง
“เห็นได้ชัดว่าหลี่เค่อเฉียงกำลังถูกกดดันอย่างหนักหลังข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศออกมาน่าผิดหวัง ดังนั้น โอกาสที่จีนจะมีการปรับนโยบายเศรษฐกิจในระยะสั้นนี้ก็นับว่าสูงมาก” จางจื่อเว่ย นักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว







