
หุ้นจีนดิ่งสุดรอบ4ปี
จีนใจแข็งส่งซิกไม่อัดฉีดเพิ่มสภาพคล่อง ฉุดตลาดทุนดิ่งฮวบ ขณะธนาคารกลางโลกเตือน เตรียมรับสภาพถอนเงินกระตุ้นถาวร ดันนักลงทุนเทขายทองเพิ่ม
จีนใจแข็งส่งซิกไม่อัดฉีดเพิ่มสภาพคล่อง ฉุดตลาดทุนดิ่งฮวบ ขณะธนาคารกลางโลกเตือน เตรียมรับสภาพถอนเงินกระตุ้นถาวร ดันนักลงทุนเทขายทองเพิ่ม
ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปิดตลาดร่วงลงถึง 5.3% มาอยู่ที่ 1,963.24 จุด หรือลดลงภายในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2542 เช่นเดียวกับดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดฮ่องกง ซึ่งปิดลบ 2.22% มาอยู่ที่ 19,813.98 จุด หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ส่งสัญญาณว่าอาจไม่อัดฉีดเสริมสภาพคล่องให้ระบบการเงินในประเทศตามที่มีการคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
พีบีโอซี ออกแถลงการณ์ว่า สภาพคล่องโดยรวมในระบบการเงินการธนาคารของจีนยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมย้ำว่าสถาบันการเงินทุกแห่งจะต้องเดินหน้านโยบายการเงินที่รอบคอบ เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการจัดการด้านสภาพคล่อง และต้องส่งเสริมบรรยากาศทางการเงินที่มีเสถียรภาพด้วย|ซึ่งแม้จะไม่ผ่อนปรนทางการเงิน ทว่าความชัดเจนจากทางการจีนก็ได้ฉุดให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลดลงมาอยู่ที่ 7.58% จาก 9.25% เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ท่าทีอย่างเป็นทางการครั้งแรกของจีน นับตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารปรับตัวสูงสุดทุบสถิติใหม่ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นับเป็นการเอาจริงต่อการแก้ปัญหาธนาคารเงาที่ระบาดในประเทศ และเพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ในระบบการเงินของจีน ตามที่นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง เคยประกาศไปก่อนหน้านี้
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 7.4% จากคาดการณ์เดิมที่ 7.8% พร้อมลดคาดการณ์ในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 7.7% จาก 8.4% โดยระบุว่า การควบคุมสภาพคล่องนับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า รัฐบาลใหม่ของจีนให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาพื้นฐานเชิงโครงสร้างมากกว่ามุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจในระยะกลางมีความยั่งยืนขึ้น ทว่าก็จะฉุดให้ตัวเลขในระยะสั้นปรับตัวลง
ในวันเดียวกัน ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีผู้แทนธนาคารกลางจากทั่วโลก ได้ออกรายงานประจำปีว่า ธนาคารกลางทั่วโลกไม่ควรปล่อยให้ความวิตกเรื่องผลกระทบต่อตลาดทุนมาเป็นอุปสรรคขัดขวางการยุตินโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ภาคการเงินในปี 2550 เนื่องจากการยื้อมาตรการอัดฉีดเงินต่อไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสมดุลเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
“ธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินความสมดุลระหว่างความเสี่ยงจากการถอนมาตรการอัดฉีดและความเสี่ยงจากการถอนมาตรการช้าเกินไป ยิ่งมาตรการดังกล่าวถูกยื้อไว้นานเท่าใด ความเสี่ยงเมื่อยามถอนออกก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น” รายงานของบีไอเอส ระบุ
ธนาคารดังกล่าวยังออกโรงเตือนด้วยว่า รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลและภาคธุรกิจในหลายประเทศยังปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตผลช้าเกินไป
ทั้งนี้ ทิศทางที่ทั่วโลกจะชะลอการอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะลดการอัดฉีดเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) ลงในปีนี้ และยุติโครงการในปีหน้า ยังคงทำให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
บลูมเบิร์ก รายงานว่า บรรดาเฮดจ์ฟันด์ได้เทขายสัญญาทองคำอีก 29% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมี|ผลให้การเทขายสัญญาทองคำระยะยาวในปีนี้คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดถึง 5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ขณะที่เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ราคาทองคำในตลาดโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือน มิ.ย. ได้ปรับตัวลงถึง 87.80 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์แล้ว







