
ดอกบอนด์ยุโรปพุ่ง พิษเฟดลุยชะลอคิวอี
ผลตอบแทนพันธบัตรหลายประเทศในยุโรปพุ่ง หลังเฟดส่งสัญญาณชะลอคิวอี
ผลตอบแทนพันธบัตรหลายประเทศในยุโรปพุ่ง หลังเฟดส่งสัญญาณชะลอคิวอี
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศที่ประสบปัญหาหนี้สินในยุโรปปรับเพิ่มขึ้นหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งรวมถึงโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จนกระเทือนต่อปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบที่อาจส่งผลให้รัฐบาลประเทศที่กำลังประสบภาวะหนี้สินในยุโรปต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้น และทำให้ยูโรโซนยากหลุดพ้นจากวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาค
ทั้งนี้ หลังเฟดประกาศจะชะลอและ ยุติการใช้คิวอีภายในกลางปีหน้าเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของโปรตุเกส อิตาลี และสเปน เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.3%
เอสวอร์ ปราสาด ศาสตราจารย์ด้านนโยบายการค้าของมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ กล่าวว่า การที่ดอกเบี้ยเงินฝากของสหรัฐเพิ่มขึ้นหลังเฟดส่งสัญญาณชะลอมาตรการคิวอี อาจเป็นข่าวร้ายของบางประเทศในยุโรป เช่น กรีซและโปรตุเกส ที่ขณะนี้กำลังประสบภาวะหนี้สินมหาศาล
“ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากของสหรัฐที่สูงขึ้นทำให้กระแสเงินทุนโลกไหลสู่สหรัฐ ก็จะ มีโอกาสทำให้ยูโรโซนต้องปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร” ปราสาด กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่มาก ซึ่งขณะนั้นผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของอิตาลีอยู่ที่ 6.36% และสเปนที่ 7.38% ขณะที่การที่เฟดส่งสัญญาณชะลอคิวอีเพราะเศรษฐกิจที่เริ่มจะดีขึ้นยังนับเป็นข่าวดีของยุโรป เพราะเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นจะทำให้เกิดการซื้อสินค้าจากยุโรปมากขึ้น และยังจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร ซึ่งทำให้สินค้าของยุโรปถูกลงในสหรัฐ
“เศรษฐกิจของสหรัฐที่ดีขึ้นและเงินยูโรที่อ่อนลงสามารถทำให้เศรษฐกิจของยูโรโซนทั้งหมดดีขึ้นได้” ปราสาด ระบุ
ด้านการประชุมรัฐมนตรีคลังแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่สามารถกำหนดแผนจำกัดปริมาณความสูญเสียต่อผู้ถือหุ้น ผู้ถือพันธบัตร รวมไปถึงผู้ฝากเงินรายใหญ่ที่มีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโรได้ ในกรณีที่ธนาคารในภูมิภาคมีปัญหาด้านการเงิน โดยเป็นผลจากความเห็นที่ไม่ตรงกันของฝรั่งเศสและเยอรมนี โดยฝรั่งเศสเห็นว่าการหั่นลดยอดหนี้ (แฮร์คัต) กับผู้ฝาก อาจทำให้ธนาคารสูญเสียความน่าเชื่อถือ และควรให้แต่ละประเทศมีอิสระในการตัดสินใจแก้ปัญหา ขณะที่เยอรมนีกล่าวว่าต้องการกฎเกณฑ์ที่แน่นอนเพื่อให้ทุกธนาคารเท่าเทียมกัน







