
จี8 ลั่น ศก.โลกพ้นวิกฤต หนุน "vkg[tFo,bdlN"
ที่ประชุม จี8 เผยเศรษฐกิจโลกผ่านจุดอันตรายแล้ว ด้านญี่ปุ่นยันนานาชาติยอมรับ “อาเบะโนมิกส์”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่ประชุม จี8 เผยเศรษฐกิจโลกผ่านจุดอันตรายแล้ว ด้านญี่ปุ่นยันนานาชาติยอมรับ “อาเบะโนมิกส์”
ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 8 ประเทศ (จี8) เห็นพ้องว่า เศรษฐกิจโลกได้พ้นขีดอันตรายแล้ว ภายหลังประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ต่างเดินหน้างัดมาตรการทางเศรษฐกิจที่จำเป็น ประกอบกับความแข็งแกร่งของบรรดาเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ทว่า เตือนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงอ่อนแอ
“ขณะนี้เราได้ก้าวผ่านจุดอันตรายแล้ว แต่เส้นทางข้างหน้าก็ยังคงอีกยาวไกล การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นต้องอาศัยการสร้างเสถียรภาพทางด้านการเงินและการปฏิรูปเศรษฐกิจ” นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี กล่าวนอกรอบการประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่ไอร์แลนด์เหนือระหว่างวันที่ 1718 มิ.ย.
ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจโลกนั้นกลับมาเป็นประเด็นหลักในการหารืออีกครั้ง ภายหลังในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเกิดความผันผวนในตลาดการเงินอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่นักลงทุนต่างกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 และขณะเดียวกันด้านเศรษฐกิจจีนยังส่งสัญญาณชะลอตัวอีกด้วย
หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับการจับตามองมากที่สุด คือ ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างสหรัฐกับยุโรป ซึ่งล่าสุดทางประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ และผู้นำชาติยุโรปที่เข้าร่วมการประชุม จี8 ได้ประกาศเปิดการเจรจาเอฟทีเออย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมเผยว่าการเจรจารอบแรกนั้นจะมีขึ้นในเดือน ก.ค.นี้ ที่กรุงวอชิงตัน
“ข้อตกลงเอฟทีเอสหรัฐกับยุโรปอาจเป็นข้อตกลงทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์” นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ กล่าว
ในส่วนของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมาประกาศมาตรการอัดฉีดมูลค่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42 ล้านล้านบาท) เปิดเผยว่า ที่ประชุม จี8 ยอมรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ “อาเบะโนมิกส์” พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้มีไว้เพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่าเพื่อเอื้อต่อผู้ส่งออกในประเทศ
“ประเทศต่างๆ เริ่มเห็นความสำคัญของอาเบะโนมิกส์ โดยเฉพาะในฐานะกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลก” ทาโร อะโซ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น กล่าว
ทว่าผู้นำเยอรมนีเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเร่งชี้แจงนโยบายด้านการคลังระยะกลาง เพราะหวั่นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยิ่งดันระดับหนี้ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจถึง 2 เท่า ให้พุ่งสูงขึ้น







