
เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ปี2 ตอน1 เมื่อคนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าญี่ปุ่น
ต้องถือว่าเป็นข่าวดีรับซีรีส์ใหม่ ซึ่งบังเอิญว่าเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เลยครับระหว่างการไปเที่ยวญี่ปุ่นกับวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น
ต้องถือว่าเป็นข่าวดีรับซีรีส์ใหม่ ซึ่งบังเอิญว่าเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เลยครับระหว่างการไปเที่ยวญี่ปุ่นกับวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่รอคอยกันมานานผ่านคำร่ำลือต่างๆ นานามาหลายปี สุดท้ายเราชาวไทยก็ได้สิทธิเข้าญี่ปุ่นได้โดยมิต้องขอ วีซ่ากันเสียที วันนี้ผมเลยอยากขอทำความ เข้าใจให้ท่านผู้อ่านทราบถึงรายละเอียดของกรณีการยกเว้นวีซ่ากันก่อนครับ
ประกาศอย่างเป็นทางการมีขึ้นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อช่วงสายของวันที่ 11 มิ.ย. โดยท่านนายกฯ ชินโสะ อาเบะ โดยมีใจความสำคัญๆ คือ มีมติยกเว้นวีซ่าให้กับประเทศไทยและมาเลเซีย ให้วีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้งกับประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ และขยายเวลาพำนักให้กับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยจะเร่งให้ใช้ได้ทันฤดูร้อนนี้ ซึ่งก็คือประมาณเดือน ก.ค.ส.ค.ปีนี้ คำถามคือทำไมและทำไมถึงเป็น 5 ประเทศนี้ คำตอบมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นตั้งเป้าเอาไว้ที่ 10 ล้านคน ในปี 2013 ซึ่งคำนวณจากฐานนักท่องเที่ยวเดิม แต่ปี 2012 ที่ผ่านมา คนจีนประท้วงญี่ปุ่นกันถึงขนาดเลิกใช้สินค้าและรวมไปถึงเลิกมาเที่ยวญี่ปุ่นกันเลย จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา ส่วนเกาหลีถึงจะ ไม่มีปัญหาใหญ่เท่ากับจีน แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องความรู้สึกที่ยังแก้ไม่ได้ในคนบางกลุ่ม จึงทำให้ตลาดเกาหลีไม่มีความเสถียร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับกรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น (Japan Tourist Agency) เพราะนักท่องเที่ยวจากเกาหลีมีจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งคือ ประมาณ 2 ล้านคน ส่วนจีนอยู่อันดับ 3 ประมาณล้านสี่ล้านห้า ในขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีอยู่ที่ 8 ล้านกว่าๆ ถ้าเป็นบางประเทศป่านนี้ลดเป้ากันไปแล้ว แต่ญี่ปุ่นเขามองหาตลาดที่จะมาทดแทนและพบว่าอัตราการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนนั้นน่าสนใจมาก เพราะขนาดของประชากรรวมๆ กันก็เกือบครึ่งหนึ่งของจีน และมีความสามารถในการใช้จ่ายสูง ที่สำคัญคือมีอัตราการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งรั้งอยู่ในอันดับ 6 ยิ่งเป็นที่จับตามองมากเป็นพิเศษ รวมทั้งดาราหน้าใหม่อย่างเวียดนาม ซึ่งมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นซุป’ตาร์เช่นเดียวกับประเทศไทย จึงทำให้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการวีซ่าให้กับ กลุ่มอาเซียน เพื่อเป้าหมาย 10 ล้านคนให้ได้
คำถามต่อมา แล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือคนไทยจะไปญี่ปุ่นมากขึ้น ใน 2 กลุ่มๆ แรกคือผู้คนที่เคยติดปัญหาเรื่องเอกสารการยื่น วีซ่า โดยเฉพาะเอกสารการงานและการเงิน ท่านๆ เหล่านี้เตรียมตัวได้เลยครับ ผมดูทรงแล้วเชื่อได้ว่าญี่ปุ่นน่าจะหลับตาข้างหนึ่ง แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ตั้งใจไปเที่ยว แต่ก็ต้องมีคนที่จะแอบหนีไปทำงานปะปนไปบ้าง ซึ่งโดยสถานการณ์ปัจจุบันไม่น่าจะเยอะมากเหมือนเมื่อสมัยก่อน ญี่ปุ่นคงบวกลบคูณหารแล้วว่า ได้มากกว่าเสีย กลุ่มลูกค้าระดับที่เคยเที่ยวแต่จีน เกาหลี จะขยับขึ้นมาเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น บริษัททัวร์ที่ไม่เคยขายญี่ปุ่นหรือขายไม่มากก็จะขยับมาขายมากขึ้น เพราะแต่เดิมการยื่นวีซ่ายังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กีดกันบริษัททัวร์จำนวนหนึ่งไม่ให้เข้ามาในตลาดทัวร์ญี่ปุ่นได้ง่าย ผมคิดว่าน่าจะได้เห็นโปรแกรมทัวร์ราคาถูก เพื่อมารองรับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เป็นทั้งโอกาสของผู้ซื้อและผู้ขายหน้าใหม่ครับ
กลุ่มที่สองคือกลุ่มลูกค้าที่มีความสามารถหรือความต้องการที่จะไปเที่ยวเอง จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและไปบ่อยขึ้น เหมือนกับการ ไปฮ่องกงและสิงคโปร์ในปัจจุบันที่บางครั้ง ตัดสินใจวันนี้บินไปพรุ่งนี้เลย แต่สองแห่งที่ว่ามาทรัพยากรการท่องเที่ยวจำกัดกว่าญี่ปุ่น มาก ผมมีความเชื่อว่าตลาดนี้จะมีการเติบโตสูงเพราะมีกำลังซื้อ และญี่ปุ่นเป็นจุดหมาย ปลายทางที่ตอบทุกโจทย์ของคนกลุ่มนี้ทั้ง เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งครบทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ หรือบ้านเมืองที่เจริญ อาหารก็หลากหลายและมีให้เลือกตั้งแต่ระดับริมทางจนถึงระดับ Michelin ยิ่งเรื่องช็อปปิ้งนี่หายห่วง จะเอาแบรนด์ไหนญี่ปุ่นมีหมดขอเพียงแค่มีเงินจ่ายคุณได้ของแน่ๆ และยังมีของมือสองคุณภาพดีเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกด้วย แต่มีเรื่องหนึ่งที่พึงระวังก็คือเรื่องระยะเวลาการพำนักในญี่ปุ่น เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเลยว่า เมื่อไม่มีวีซ่าแล้วเขาจะให้เราอยู่ได้กี่วัน เพราะระยะหลังมีนักท่องเที่ยวที่อยู่นานหลายสัปดาห์กันมากขึ้น และมีปัญหากับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง เพราะแต่ละครั้งพำนักได้แค่ 15 วันเท่านั้น
คำถามสุดท้าย ผลกระทบมีมั้ย แน่นอนครับว่าเมื่อไม่มีอุปสรรคเรื่องวีซ่าแล้ว คนที่ ตั้งใจจะไปเที่ยวก็ไปง่ายขึ้น คนไปเที่ยวมากขึ้น แต่ที่นั่งบนสายการบินยังเท่าเดิมครับ เราจะได้เห็นการขึ้นค่าโดยสารแน่นอนโดยเฉพาะช่วงพีก ช่วงโลว์ตั๋วถูกยังมีอยู่แต่จะต้องแย่งชิงกันหน่อย โรงแรมตามเมืองใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นจะแพงขึ้น เพราะตลาดในประเทศเขาก็เติบโต เราก็ต้องไปแย่งชิงห้องพักกับคนญี่ปุ่น ไม่ต้องไกลมากแค่เดือน ต.ค.นี้ ได้ยินว่าโรงแรมในโตเกียวและโอซากาก็แน่นมาก บางโรงแรมในย่านดีๆ เต็มหมดแล้ว ดังนั้น ถ้าไม่อยากพลาดทำการบ้านล่วงหน้ารอไว้เลยครับ
สำหรับผู้ประกอบการก็ต้องเริ่มปรับตัว ผมคิดว่ามันมีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงสูง เพราะกฎกติกาเปลี่ยนไป จะเล็กจะใหญ่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอีกต่อไป อยู่ที่ว่าจะเลือกไปจับตลาดไหนเท่านั้นเอง สำหรับผมในสถานะของผู้ประกอบการขนาดเล็ก ได้เลือกแล้วครับว่าจะพุ่งเป้าไปที่ตลาดการท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง เพราะขนาดของบริษัทเหมาะสมกับตลาดนี้ และมีผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวให้เล่นเยอะกว่าตลาดกรุ๊ปทัวร์ โดยเฉพาะเรื่องกิจกรรมหรืองานเทศกาล ผู้อ่านท่านใดที่สนใจจะไปเที่ยวเองและอยากหาแนวทางใหม่ๆ ในการเที่ยว อย่าลืมติดตามกันได้ตั้งแต่ฉบับหน้าเป็นต้นไปครับ







