posttoday
สื่อนอกมองการเมืองไทยปิดประตูตายสมานฉันท์

สื่อนอกมองการเมืองไทยปิดประตูตายสมานฉันท์

16 เมษายน 2553

โพสต์ทูเดย์ — สองนักวิชาการชื่อดังชี้ไทยกำลังหันหลังให้กับการรอมชอม มองสังคมไทยยิ่งแตกแยกหลังเกิดเหตุนองเลือด

วอลสตรีต เจอร์นัล สื่อชื่อดังของสหรัฐ รายงานบทวิเคราะห์เรื่อง “ประเทศไทยกำลังสิ้นโอกาสแห่งการสมานฉันท์” (Thailand Runs Out Of Room for Compromise) ซึ่งเขียนโดย 2 นักวิชาการชื่อดัง ผู้คร่ำหวอดประวัติศาสตร์ การเมือง และเศรษฐกิจของไทย ได้แก่ ผาสุก พงษ์ไพจิตร และนายคริส เบเกอร์ นักเศรษฐศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

บทความดังกล่าวได้อ้างถึงเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 23 คน บาดเจ็บอีกกว่า 800 คน เมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่าแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในสังคมไทยที่กำลังถ่างมากขึ้น

ภาพการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งภาพจากกล้องวิดีโอและภาพนิ่งที่เผยให้เห็นชายในชุดดำกำลังกราดยิงและขว้างระเบิดเข้าไปในเหตุชุลมุน จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ถือเป็นเครื่องสะท้อนอย่างดีว่า มีความพยายามจากกลุ่มคนไม่หวังดีที่ต้องการให้เหตุปะทะครั้งนี้นำมาสู่เหตุนองเลือด มีผู้ล้มตายจำนวนมาก

นอกจากนี้ สองนักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตจากผลการชันสูตรพลิกศพที่พบว่ามีผู้ชุมนุมจำนวน 9 คน จากทั้งหมด 18 คน เสียชีวิตเพราะถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงระยะไกลนั้นเป็นเพราะเป้าสังหารของกลุ่มผู้ไม่หวังดีนี้อาจจะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่หรือทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้

บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังระบุว่า ในอดีตฝ่ายรัฐบาลเองซึ่งมีกองกำลังเป็นตัวแสดงสำคัญในการใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา แต่ในเหตุปะทะในครั้งนี้ฝ่าย นปช.เองกลับมีกลุ่มกองกำลังหัวรุนแรงที่พร้อมสำหรับก่อเหตุรุนแรงด้วยเช่นกัน

ซึ่งหลังจากผ่านเหตุการณ์นองเลือดไป ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลต่างโยนความผิดให้กันและกัน โดยต่างฝ่ายต่างนำภาพเหตุการณ์ในคืนวันนั้นมาเป็นหลักฐาน

ทว่าทั้งสองกลับเห็นว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ในวันนั้น คือการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง

โดยฝ่ายคนเสื้อแดงเองยังคงยืนหยัดไม่ยอมพ่ายแพ้ และท้าทายรัฐบาล ด้วยการปลุกเร้าให้กลุ่มผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมรวมกันที่ศูนย์กลางของกรุงเทพฯ และยกระดับข้อเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภาทันที พร้อมเดินทางออกไปนอกประเทศ

ขณะที่กลุ่มผู้ที่ต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงเอง ก็เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการลงโทษที่จริงจังกลุ่มคนเสื้อแดง

บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่าเหตุความรุนแรงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นเป็นอันตรายต่อประเทศ โดยกลุ่มที่ต่อต้านคนเสื้อแดงได้ฉวยโอกาสนี้ตอกย้ำแนวคิดที่ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการที่จะโค่นล้มสถาบัน

แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ตอบรับแนวความคิดดังกล่าวด้วยการเรียกกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็น “กลุ่มผู้ก่อการร้าย” รวมทั้งกล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นอกจากนี้ นักวิชาการทั้งสองยังวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้กลุ่มผู้ที่ต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงหวาดวิตกนั้น เป็นเพราะเห็นถึงความลึกซึ้งและเข้มข้นของกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีขนาดและความเข้มแข็งต่างจากที่คาดการณ์ไว้ ว่าจะมีเฉพาะชาวชนบทที่มีฐานะยากจนมาร่วมชุมนุม แต่ขณะนี้กลับขยายวงครอบคลุมไปถึงชาวกรุงเทพฯ อีกจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาเข้าร่วม สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่านี่จะเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างหมู่บ้านและเมือง

ยิ่งกว่านั้น หลักฐานที่ตอกย้ำให้ภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกหาว่าเป็นม็อบที่ถูกจ้างมานั้นค่อยๆ จางหายไป คือความรู้สึกของผู้ชุมนุมหลังผ่านเหตุความรุนแรงเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าพวกตนกำลังเข้าสู่เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง และไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่มารวมตัวกันนั้นมีความต้องการลึกๆ ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง

บทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า ทั้งรัฐบาลและกองทัพเองก็รู้ดีว่าความพยายามที่จะก่อรัฐประหาร หรือการกดดันให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกนั้นรังแต่จะนำไปสู่การผลักดันให้มีกลุ่มที่สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมากขึ้น

สองนักวิชาการยังวิเคราะห์ถึงการเจรจาของทั้งสองฝ่ายว่า เดิมทีกลุ่ม นปช. เรียกร้องให้มีการยุบสภาโดยเร็ว ซึ่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เองก็มีทีท่ายอมรับกับข้อเรียกร้องนี้ ขณะที่ฟากรัฐบาลเจรจาขอยื้อเวลาการยุบสภาในเดือน ต.ค. แทน แต่กลุ่มคนเสื้อแดงกลับเสนอว่าต้องมีการยุบสภาภายในวันนี้พรุ่งนี้ ซึ่งทั้งสองเห็นว่าจริงๆ แล้วช่องว่างดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามารถตกลงกันได้ ในขั้นตอนของการเจรจาต่อรอง

แต่ทว่าในการเจรจาต่อรองดังกล่าวสองนักวิชาการมองถึงวาระแอบแฝงของการยื้อเวลาว่าเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนี้ และบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลต่างต้องการซื้อเวลาให้พรรคของตนสามารถสร้างฐานเสียง และระดมทุนไว้สำหรับลงสนามเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เพื่อหวังเข้ามาบริหารประเทศในสมัยหน้า แต่ดูเหมือนว่าความหวังที่ริบหรี่มากกว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมยังเรียกร้องให้มีการยุบสภาทันที

บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังระบุว่า บรรดานักการเมืองที่เตรียมลงสนามเลือกตั้งต่างเร่งกันฉกฉวยคะแนนเสียงจากพื้นที่ที่พวกเขาครองคะแนนเสียง ซึ่งหากฝ่ายสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงสามารถกวาดคะแนนเสียงเข้ามาบริหารได้ พวกเขาก็จะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ได้มาจากหลังการรัฐประหาร พร้อมยกเลิกคำสั่งของคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้ เพื่อนำคณะรัฐประหารกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และเปิดทางให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าประเทศอีกครั้ง

เนื่องด้วยเกรงกลัวกับผลกระทบดังกล่าว ผู้ที่ต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงจึงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความอดทนอดกลั้นมากกว่าที่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่กลุ่มอนุรักษนิยม และกลุ่มคนเสื้อเหลืองเรียกร้องให้มีการประกาศใช้อัยการศึก

ทว่า สำหรับสองนักเศรษฐศาสตร์เห็นว่ายิ่งมีการเปิดโต๊ะเจรจาครั้งใหม่ช้าเท่าไหร่ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีแนวโน้มว่าจะยิ่งเสียคะแนนมากขึ้นเท่านั้น

บทวิเคราะห์นี้สรุปว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังหันหลังให้กับกระบวนการประนีประนอม ขณะที่บรรดานักวิชาการ นักธุรกิจ กลุ่มสนับสนุนความสันติ และข้าราชการอาวุโส ล้วนสอบตกในการจะก้าวมาเป็นตัวแทนในการสร้างความสมานฉันท์ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงตอกย้ำว่าไม่เอากลุ่มชนชั้นสูง ซึ่งเท่ากับว่าได้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่มคนเหล่านี้ไปในตัว ในฐานะที่จะเป็นคนกลางบนโต๊ะเจรจา

ขณะนี้จึงเหลือเพียงโอกาสเล็กๆ ของนายกฯ อภิสิทธิ์ที่จะต้องลุกขึ้นมาสร้างมิติใหม่ให้กับการเมืองไทย แทนที่จะสร้างความบอบช้ำให้สังคมไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท