
ทำไมต้องไปเรียนเมืองนอก
ยุคสมัยที่เทคโนโลยีกว้างไกล การเดินทางไปศึกษายังต่างแดนก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยุคสมัยที่เทคโนโลยีกว้างไกล การเดินทางไปศึกษายังต่างแดนก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยช่วยเกื้อหนุนให้นักศึกษาต่างชาติในดินแดนตะวันตกมีสัดส่วนของเด็กจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดเด็กจีนยุคใหม่นิยมไปใช้ชีวิตนักศึกษายังอีกซีกโลกหนึ่งซึ่งที่มีวิถีชีวิตและแนวความคิดแตกต่างกับชาวตะวันออกมากกว่าการเลือกที่จะเรียนต่อตามสถาบันการศึกษาในประเทศ ที่บางแห่งถือว่าได้มาตรฐานระดับโลก
การเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศในหมู่เยาวชนจีนเกิดขึ้นครั้งแรกช่วงปลายราชวงศ์ชิง เด็กนอกที่ร่ำเรียนวิทยาการตะวันตกในยุคนั้น ถือเป็นบุคลากรที่สำคัญในการนำความรู้มาพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยมากมักเป็นเด็กทุนรัฐบาลและไม่ได้ไปเรียนด้วยความสมัครใจเหมือนเด็กยุคนี้
คนยุคนั้นมองการเดินทางไปศึกษายังต่างแดน โดยเฉพาะประเทศที่ไกลโพ้นอย่างอเมริกา ว่าเป็นเรื่องที่ลำบากมาก และรู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้ไม่ค่อยมีอารยธรรมนัก การยอมปล่อยให้เด็กอายุ 10 กว่าขวบ ไปเผชิญชะตากรรมยังดินแดนดังกล่าวนานราว 15 ปี ถือว่าสร้างความลำบากใจให้แก่พ่อแม่เป็นอย่างมาก เพราะไม่มีโอกาสในติดต่อสื่อสารกับลูกทุกวันเฉกเช่นยุคปัจจุบันที่สามารถพูดคุยกันได้ตลอดเวลา แต่เด็กเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ จึงได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาและนำวิทยาการอันก้าวหน้าของชาติตะวันตกมาพัฒนาบ้านเมือง
ที่ผ่านมาการศึกษาต่อยังต่างประเทศเคยเป็นแนวทางปฏิบัติที่จำกัดอยู่ในหมู่ครอบครัวที่มีฐานะดี นักเรียนนอกระลอกแรกของประเทศที่มีโอกาสไปร่ำเรียนหลังจากสถาปนาประเทศไม่นาน ส่วนมากมักเป็นเด็กทุน ประเภทที่จ่ายเงินเองถือว่ามีสัดส่วนน้อยมาก จากนั้นก็มีกระแสการเดินทางไปศึกษายังต่างแดนตามมาเป็นระลอก
หลังจากสถาปนาประเทศ นักศึกษาจีนที่ไปศึกษายังต่างแดนระลอกแรกก็ปรากฏให้เห็นในช่วงยุคทศวรรษที่ 80 พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะร่ำเรียนให้เกิดประสิทธิผลและคิดว่าจะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาประเทศชาติไม่ให้ล้าหลังกว่าชาติตะวันตก เนื่องจากสภาพบ้านเมืองยุคนั้นประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก คนกลุ่มนี้จึงมีความุมานะมากเป็นพิเศษ ทั้งยังฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ชีวิตนักศึกษายังต่างแดน ทว่าหลังจากที่คนกลุ่มนี้สำเร็จการศึกษาแล้ว โดยมากมักใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ไม่ได้กลับมารับใช้ประเทศชาติ ต่างจากนักศึกษาจีนในต่างแดนระลอกที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่มักหางานทำสั่งสมประสบการณ์อยู่หลายปี จากนั้นก็ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตยังบ้านเกิดและทำงานในตำแหน่งดี รายได้งาม มีชีวิตความเป็นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ กลายเป็นที่อิจฉาของคนจำนวนมาก
ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษที่ 90ค.ศ. 2005 ก็ปรากฏให้เห็นกลุ่มนักศึกษาจีนที่เดินทางไปเรียนต่างประเทศระลอกที่ 3 แน่นอนว่าเศรษฐกิจที่ได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่างจากที่ผ่านมา ส่งผลให้การศึกษาต่อยังต่างแดนมีข้อจำกัดน้อยลง ประกอบกับบรรดาสถาบันการศึกษาเอกชนที่พร้อมใจกันเปิดใหม่ตามประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย ล้วนดึงดูดเด็กจีนที่มีฐานะ แต่ผลการเรียนไม่ค่อยดีให้ไปศึกษาต่อ สภาพจิตใจของเด็กเหล่านี้อยู่ในภาวะ “หลีกเลี่ยงจากการแข่งขัน” มักเลือกเรียนภาษาและหลักสูตรเฉพาะทาง ก่อให้เกิดปัญหาที่น่าเป็นห่วงตามมา
เด็กนักเรียนนอกเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีความอดทนต่ำ ใช้เงินมือเติบและมีชีวิตที่สุขสบายในต่างแดน ไม่สนใจเรื่องผลการเรียนเท่าใดนัก บางคนถึงขนาดเลือกเดินเส้นทางผิดๆ ด้วยการเข้าร่วมแก๊งกระทำผิดกฎหมาย อีกส่วนคือเลือกเรียนยังสถาบันที่คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาจีน วันๆ แทบไม่ได้ใช้ภาษาต่างประเทศในการติดต่อสื่อสาร คนกลุ่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนนอก แต่ก็มีแค่ปริญญาหรือประกาศนียบัตรที่ไร้ซึ่งคุณภาพ







