
จีรีซาน บ้านแห่งป่าเขา
จากผลสำเร็จของเส้นทางเดินไกลไปทางเท้าของ “เชจู โอลเล่” บนเกาะเชจู (ดูฉบับที่แล้ว) ทำให้ผู้บริหารงานบ้านเมืองแต่ละจังหวัดในเกาหลีเกิดความกระตือรือร้นที่จะสร้างเส้นทาง
จากผลสำเร็จของเส้นทางเดินไกลไปทางเท้าของ “เชจู โอลเล่” บนเกาะเชจู (ดูฉบับที่แล้ว) ทำให้ผู้บริหารงานบ้านเมืองแต่ละจังหวัดในเกาหลีเกิดความกระตือรือร้นที่จะสร้างเส้นทางเดินทางไกลในท้องที่ของตนด้วย บางจังหวัดมีความพร้อมอยู่แล้ว ก็สามารถทำได้เลย บางจังหวัดต้องคิดหาจุดเด่นของภูมิประเทศในพื้นที่ตนเป็นนานกว่าจะบรรลุความต้องการได้ แต่ที่ “เทือกเขาจีรี” หรือ “จีรีซาน” ...ไม่มีปัญหาใดเลย เพราะที่นี่มีทางเดินเท้าที่คนเกาหลีโบราณเดินกันมานับพันปีแล้ว
ระลึกถึง “จีรีซาน” ในอดีตเมื่อ “เชกา” เดินทางไปเรียนที่เกาหลีใหม่ๆ แล้วอดขำตัวเองไม่ได้ค่ะ เพราะความเปิ่นและไม่รู้ภาษาจึงต้องตกรถไฟพลอยโจนไปแบบไม่รู้ตัว เพื่อนพานั่งรถไฟตั้งแต่เที่ยงวันรู้ตัวอีกทีใกล้ค่ำก็มาถึงจีรีซานแล้ว จะกลับโซลก็กลับไม่ได้ เลยต้องนอนกระท่อมหนึ่งคืน รุ่งเช้าจึงไปเดินชมธรรมชาติซึ่งสุดท้ายแล้วรู้สึกยินดีที่มาถึงที่นี่ได้เพราะจีรีซานได้ชื่อว่าเป็น “หุบเขาที่มีฤดูใบไม้ร่วงที่สวยที่สุดในเกาหลี” จีรีซานถูกยกขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในเกาหลี และมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ที่สุดด้วย เทือกเขาทอดตัวอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ ชอลลาเหนือ ชอลลาใต้ และคยองซังใต้ และมีจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,915 เมตร จากระดับน้ำทะเล ภายในเทือกเขานี้มีสถานที่ประวัติศาสตร์ เช่น วัดโบราณอายุกว่า 1,400 ปี อยู่หลายแห่ง ผู้บริหารทั้งสามจังหวัดจึงร่วมมือกันพัฒนาเส้นทางเดินโบราณให้กลายเป็นเส้นทางเดินทางไกลเรียกว่า “จีรีซาน ดุลเร่คิล ” และแน่นอน...เส้นทางนี้จะสวยที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง ในขณะที่ทั้งหุบเขาจะเปลี่ยนสีเป็นแดงฉูดฉาดและเหลืองอร่ามจากใบของต้นไม้ที่กำลังจะหลับพักผ่อนนานหลายเดือนในช่วงฤดูหนาว
เส้นทางเดินย้อนรอยอดีตของ “จีรีซาน ดุลเร่คิล” มีระยะทางยาวราว 274 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 20 ช่วงทอดยาวผ่านหมู่บ้านชนบท แม่น้ำ ป่าเขา เรือกสวนไร่นาที่ยังทำกันแบบดั้งเดิม ว่ากันว่าหากอยากจะพบหน้าตาคนเกาหลีโบราณให้มาเดินที่จีรีซาน (ไม่รู้คนจากอดีตโบราณชอบปรากฏกายให้เห็น หรือชาวบ้านในหุบเขายังคงมีหน้าดั้งเดิม ไม่เสริมตัดผ่าตาจมูกกันแน่) แต่นานหลายปีมาแล้วก่อนที่จะโหมประชาสัมพันธ์ EcoTourism รูปแบบนี้ ชาวบ้านและศิษย์ศรัทธาก็สร้างเส้นทางจาริกบุญภายในหุบเขาเพื่อเดินทางเชื่อม “มนุษย์กับหมู่บ้านและวิญญาณกับหุบเขา” เป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ก่อนแล้ว จากนั้นการปกครองส่วนท้องถิ่นเลยนำมาปรับให้เป็นเรื่องที่เข้ากระแสความนิยม...ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมาคือ มาตรฐานในการจัดการสิ่งแวดล้อมดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จีรีซานที่เคยถูกนักท่องเที่ยวขว้างปาขยะใส่กลางหัวใจ ก็ได้รับความเห็นใจและการดูแลที่ดียิ่งขึ้น
แต่ละช่วงของเส้นทางมีระยะเวลาเดินจบตั้งแต่ 48 ชั่วโมง ตามมาตรฐานคนทั่วไป และมีการจัดอันดับความยากง่ายในการเดิน 15 ระดับไว้ด้วย ถ้ามั่นใจมากก็เลือกระดับ 5 โหดหินที่สุดได้เลยค่ะ อาจต้องไต่ไปตามชะง่อนผาที่มีหิมะปกคลุมในฤดูหนาว หรือว่ายน้ำข้ามลำธารในฤดูฝนหากเจอน้ำป่า แต่เมื่อรอดออกสู่หมู่บ้านได้ที่ปลายทางของแต่ละช่วง ก็จะสามารถนอนพักแก้อาการขัดยอกตัวบนพื้นอุ่น เอกลักษณ์ดีไซน์เฉพาะของบ้านแบบเกาหลีโบราณอายุเกือบร้อยปีที่ชาวบ้านเปิดบริการให้ได้ค่ะ
วิธีเดินทางไปจากกรุงโซลที่สะดวกที่สุด คือให้ขึ้นรถบัสที่ นัมบู บัสเทอร์มินอล ไปลงที่สถานีเมือง กูรเย ใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง จากนั้นนั่งรถต่อไปที่ซองซัมแจ
ซึ่งเป็นปากทางเข้าอุทยานทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มาถึงประเด็นสำคัญของนักเดินไกลที่ควรเตรียมตัว คือ 1) การเดินไกลที่จีรีซานในฤดูร้อนควรต้องดื่มน้ำตลอดเวลาไม่ต่ำกว่า 45 ลิตร หากเป็นที่อื่นนักเดินต้องแบกน้ำดื่มอันหนักอึ้งไปด้วยแต่ที่จีรีซานเตรียมไปขวดเล็กๆ พอเพราะมีสายน้ำแร่ผุดให้ดื่มได้ตลอดทาง 2) บางครั้งอาหารในร้านค้าบนเขาอาจหมดลงได้ จึงควรมีอาหารสำเร็จรูปที่เปิดรับประทานได้ทันทีติดตัวไปด้วย 3) อุทยานห้ามกางเต็นท์นอนบนภูเขา และไม่อนุญาตให้จุดไฟ จึงควรกะกำลังการเดินของตนกับระยะทางให้พอดีกันจะได้ไม่มืดกลางทาง สุดท้ายไปที่ไหนๆ ในโลกก็ควรปฏิบัติให้เหมือนกัน คืออย่าทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า อย่าถืออะไรกลับมานอกจากความทรงจำ...







