
4แบงก์อังกฤษปลดพนักงาน1.89แสน
ธนาคารยักษ์ใหญ่อังกฤษ 4 แห่ง ปลดพนักงาน 1.89 แสนตำแหน่ง หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ฉุดจ้างงานแบงก์ดิ่งเหว
ธนาคารยักษ์ใหญ่อังกฤษ 4 แห่ง ปลดพนักงาน 1.89 แสนตำแหน่ง หลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ฉุดจ้างงานแบงก์ดิ่งเหว
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งของอังกฤษ ได้แก่ ธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) ธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารลอยด์ส และธนาคารบาร์เคลย์ส จะมียอดการปลดพนักงานนับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงสิ้นปี 2556 ถึง 1.89 แสนตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้ยอดจ้างงานในภาคธนาคารพาณิชย์อังกฤษแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี จากปัญหารายได้ที่ตกต่ำ
ภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารทั้ง 4 แห่งจะมีการจ้างงานทั่วโลก 6.06 แสนคน ซึ่งเป็นยอดที่ต่ำกว่าตัวเลขจ้างงานในปี 2551 ถึง 24% ที่ 7.95 แสนคน และต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งจ้างงาน 5.94 แสนคนทั่วโลก
ทั้งนี้ ธนาคารดังกล่าวได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนที่ให้ลดต้นทุนคงที่ เนื่องจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่ขัดขวางรายได้จากการลงทุนในภาคธนาคาร โดยธนาคารทั้ง 4 แห่งมีรายได้รวม 1.08 แสนล้านปอนด์ (ราว 4.86 ล้านล้านบาท) ในปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าในปี 2551 ถึง 13%
“การตัดลดพนักงานเป็นผลจากสามปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว การลงทุนในภาคธนาคารที่ไม่เท่ากับรายได้ที่ทำได้ และการลดค่าจ้างพนักงานเพื่อทำกำไรให้ได้ตามเป้าที่กล่าวกับผู้ถือหุ้น” อิสมาอิล เออร์เทิร์ค อาจารย์โรงเรียนธุรกิจแมนเชสเตอร์ กล่าว
นอกจากนี้ ผลจากการขายสินทรัพย์ และหน่วยงานต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์ก่อนหน้านี้ได้ทำยอดพนักงานของธนาคารลดลงด้วย หลังพนักงานส่วนหนึ่งถูกโอนไปตามหน่วยงานที่ถูกขายไป ทั้งนี้เมื่อรวมสินทรัพย์สุทธิของธนาคารใหญ่ทั้ง 4 แห่งตั้งแต่ปี 2551 พบว่ามียอดลดลงถึง 1.7 ล้านล้านปอนด์
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เตรียมส่งข้อแนะนำให้ประเทศในภูมิภาค ยกเว้นชาติที่ได้รับเงินช่วยเหลือ ได้แก่ กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ และไซปรัส ให้ปฏิรูปเศรษฐกิจแทนการรัดเข็มขัด โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสเปน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน
ทั้งนี้ รายงานอ้างคำกล่าวของอีซีว่า ฝรั่งเศสและสเปนควรปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อแลกกับการขยายเวลาอีก 2 ปี แก้ไขการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% โดยอีซีต้องการเห็นฝรั่งเศสทำให้ตลาดแรงงานเสรีมากขึ้น และปฏิรูประบบเงินบำนาญ เพราะหากเศรษฐกิจฝรั่งเศสหดตัวลง จะยิ่งทำให้ยุโรปฟื้นตัวได้ยาก
ในขณะที่ข้อแนะนำของอีซีดังกล่าวจะมีการพูดคุยในการประชุมในปลายเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะอนุมัติโดยรัฐมนตรีการคลังของ 27 ประเทศสมาชิกต่อไป







