
ปิดฉากนิวเคลียร์ ซัมมิต โอบามาโว โลกปลอดภัยขึ้น ตั้งเป้ากำจัดอาวุธนิวเคลียร์ใน 4 ปี
โพสต์ทูเดย์
— โอบามาพร้อมผู้นำ 47 ประเทศบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ ระบุโลกจะมั่นคงและปลอดภัยขึ้น หลังความร่วมมือสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ ประกาศ หลังจากการประชุมระดับผู้นำเรื่องอาวุธนิวเคลียร์โดยตกลงที่ใช้เวลา 4 ปี ในการจัดการและป้องกันไม่ให้อาวุธนิวเคลียร์ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย
“
เพราะมาตรการที่เกิดขึ้น ชาวอเมริกันจะมีความปลอดภัยมากขึ้น และโลกก็จะมั่นคงมากยิ่งขึ้นเช่นกัน” โอบามา กล่าวปิดท้ายการประชุมก่อนหน้านี้ โอบามาเปิดเผยว่า โลกกำลังถูกคุกคามด้วยกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอาจจะสร้างหายนะให้กับโลกได้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้โอบามาพยายามที่จะเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมกดดันอิหร่านและเกาหลีเหนือ
ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมของบรรดาผู้นำจาก 47 ประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวระบุว่า ทุกคนต่างยินดีที่จะร่วมในการเรียกร้องของประธานาธิบดีโอบามา เพื่อที่จะให้โลกปลอดภัยจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ทุกชนิดภายในเวลา 4 ปี และจะทำงานร่วมกันในการยกระดับความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์
นอกจากนี้ ยังมีท่าทีของทางจีนซึ่งเป็นที่คาดเดาจะจับตามอง ประธานาธิบดีหูจิ่นเทา กล่าวว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ แต่ทว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของจีนก็ออกมาระบุว่า จีนเชื่อว่าการเจรจาและการต่อรองเป็นทางออกที่ดีที่สุดกับเรื่องดังกล่าว
ภายใต้ความพยายามในการผลักดันเรื่องดังกล่าวของประธานาธิบดีโอบามา หลายประเทศรวมทั้งยูเครน เม็กซิโก และแคนาดาก็ได้ร่วมประกาศแนวทางที่จะยกเลิกการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียม
ในขณะที่รัสเซียและสหรัฐ ซึ่งเป็นสองประเทศใหญ่ที่มีปริมาณอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองสูงที่สุดในโลกก็ได้ลงนามสนธิสัญญาร่วมกันที่จะจำกัดพลูโทเนียมที่ใช้ในการผลิตอาวุธเหลือเพียงประเทศละ 34 ตัน ซึ่งปริมาณดังกล่าวสามารถจะผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ราว 1.7 หมื่นหัวรบ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า
ประธานาธิบดีดิมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลรัสเซียได้ประกาศแผนที่จะปิดเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้พลูโทเนียม โดยทางรัฐบาลสหรัฐได้ให้เงินทุนสนับสนุนมูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.29 หมื่นล้านบาท)
ในรายงานของเอเอฟพีระบุว่า โอบามา พยายามที่จะกดดันผู้นำชาติอื่นๆ ไม่ให้เพียงแค่กล่าวนโยบายหรือแนวทาง แต่ต้องลงมือปฏิบัติในการควบคุมและลดอาวุธนิวเคลียร์
นอกจากนี้ ผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมยังได้ตกลงที่จัดทำแถลงการณ์ร่วม เพื่ออธิบายมาตรการในการต่อสู้กับการค้าวัตถุและอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงแต่ละประเทศจะร่วมในการแบ่งปันข้อมูลอันเป็นประโยชน์ และตรวจสอบ พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมาย
ในแถลงการณ์ร่วมของผู้นำ กล่าวว่า การร่วมมือของแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การป้องกันและตอบสนองกับการค้าอาวุธนิวเคลียร์อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ทว่า มาตรการในการเพิ่มความปลอดภัยดังกล่าวต้องไม่ล่วงล้ำสิทธิของแต่ละประเทศในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อความสงบสุขและทางเทคโนโลยี
ยิ่งไปกว่านั้น ในแถลงการณ์การประชุมยังได้ร่วมยืนยันบทบาทและสนับสนุนการทำหน้าที่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยมียูกิยะ อามาโนะ ผู้อำนวยการไอเออีเอ กล่าวขอบคุณในการสนับสนุนของนานาประเทศอีกด้วย
อีกประเด็นหนึ่งที่ผู้นำสหรัฐพยายามย้ำให้นานาประเทศตระหนักถึงก็คือ คลังแสงนิวเคลียร์ในปากีสถาน ซึ่งเป็นแหล่งศูนย์กลางของเหล่าผู้ก่อการร้าย และกองกำลังอัลกออิดะห์
เบอร์นาร์ด คุชเนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส กล่าวว่า ทางฝรั่งเศสจะยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อให้มีการกำหนดบทลงโทษเรื่องอาวุธนิวเคลียร์อิหร่านภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี กล่าวว่าต้องการยื่นเรื่องดังกล่าวก่อนเดือน พ.ค.นี้
เอเอฟพีระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความคิดเห็นต่อผลการประชุมในครั้งนี้ว่า โลกมีความก้าวหน้าในเรื่องดังกล่าว แต่ทว่าก็ยังคงมีความเสี่ยงที่อาวุธนิวเคลียร์ยังคงอยู่ในมือของเหล่าคนร้ายอยู่ อีกทั้งเป้าหมายของประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันแต่อย่างใด
“
ผมคิดว่ามันเป็นความทะเยอทะยาน มันไม่ได้มีเงินสนับสนุน สหรัฐและนานาประเทศก็ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำให้เรื่องนี้เป็นผลสำเร็จอย่างจริงจัง” เคน ลูแอนโก ประธานคณะกรรมการด้านความปลอดภัย กล่าวนอกจากนี้ ยังมีความคิดเห็นจาก พอล สตาเรส ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปัญหา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลโอบามาได้ผลักดันตัวเองไปยังตำแหน่งที่แข็งแกร่งขึ้นในการที่จะแสดงให้เห็นถึงความกดดันของนานาประเทศที่มีต่อประเทศเกาหลีเหนือ และอิหร่าน โดยไม่กล่าวถึงกลุ่มที่มีศักยภาพในการขยายอาวุธนิวเคลียร์รายอื่นๆ
นักวิเคราะห์หลายคนยังเชื่อว่าการประชุมไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติ
จอห์น แฮร์ริซัน นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของสำนักศึกษานานาชาติเอส ราจารัตินาม ของสิงคโปร์ กล่าวว่า การ ประชุมเป็นเพียงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้มีผลใดในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมในครั้งนี้ได้รับการชื่นชมจากทางประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งประเทศที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู
อิซาโอะ อิตาบาชิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายของญี่ปุ่น ระบุว่า ข้อตกลงของนานาประเทศที่ได้ลงนามร่วมกันในครั้งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก การคุกคามจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะเกิดการโจมตี 9/11 อีก และมันก็ยังคงอยู่ในถึงทุกวันนี้
การประชุมสุดยอดว่าด้วยเรื่องความมั่นคงทางนิวเคลียร์ครั้งต่อไปจะถูกจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2555 ซึ่งคาดว่าจะเป็นโอกาสในการชักจูงให้เกาหลีใต้ปลอดอาวุธนิวเคลียร์







