
ฐานลงทุนแห่งใหม่
การเดินทางเยือนเมียนมาร์ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยือนเมียนมาร์เป็นครั้งแรกของผู้นำญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 1977 หรือในรอบ 36 ปี ก็ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกความสำคัญของเมียนมาร์ที่มีต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของดินแดนอาทิตย์อุทัยในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย เนื่องจากในระหว่างการเยือน อาเบะ ได้ย้ำถึงความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและความช่วยเหลือต่างๆ ที่จะมอบให้กับเมียนมาร์อยู่หลายครั้ง
การเดินทางเยือนเมียนมาร์ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยือนเมียนมาร์เป็นครั้งแรกของผู้นำญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 1977 หรือในรอบ 36 ปี ก็ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกความสำคัญของเมียนมาร์ที่มีต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของดินแดนอาทิตย์อุทัยในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย เนื่องจากในระหว่างการเยือน อาเบะ ได้ย้ำถึงความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและความช่วยเหลือต่างๆ ที่จะมอบให้กับเมียนมาร์อยู่หลายครั้ง
สาเหตุที่ญี่ปุ่นใจป้ำช่วยเหลือเมียนมาร์ในแทบจะทุกด้านนั้น ก็เป็นเพราะว่าญี่ปุ่นเห็นแล้วว่าต้องการจะผลักดันให้ดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งลงทุนแห่งใหม่ของนักลงทุนจากญี่ปุ่น เพราะว่าโอกาสทางธุรกิจในดินแดนแห่งนี้ค่อนข้างเปิดกว้างกว่าที่อื่นๆ
ไม่เพียงเท่านั้น การลงทุนในเมียนมาร์ก็จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าแรงของผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นได้มากเลยทีเดียว และยังถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เพราะในขณะนี้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ได้มีการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว
อีกทั้ง การหันมาลงทุนในเมียนมาร์มากขึ้น ก็จะเป็นการเอื้อต่อต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการญี่ปุ่นให้ถูกลงด้วย เนื่องจากการที่ชาวญี่ปุ่นในประเทศเริ่มหวาดระแวงต่อพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มในต้นปี 2011 ก็ทำให้มีการปิดการใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง จนทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงาน ดังนั้นการลงทุนในเมียนมาร์ที่ยังมีแหล่งพลังงานเหลืออยู่อีกมาก จึงเป็นหนทางที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่ดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก







