
เอเชียปีนี้คึกคักกว่าคาดเอดีบีชี้จีนนำทัพ-ไทยฟื้นตัว
โพสต์ทูเดย์
— เอดีบี ปรับตัวเลขคาดการณ์เอเชียปีนี้มาแรงเกินคาด ไทยฟื้นตัวจากภาวะถดถอยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับปีนี้ขึ้นมาจากตัวเลขเดิมที่ 6.6% มาอยู่ที่ 7.5% ส่วนในปี 2554 คาดว่า เอเชียจะขยายตัวในระดับชะลอลงมาเล็กน้อยที่ 7.63% พร้อมกันนี้เอดีบียังเตือนว่ารัฐบาลในเอเชียจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินการคลังเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสะดุดตัวกะทันหัน จนกระทบต่อภาวะการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย
สำหรับในปีนี้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 ประเทศ อันได้แก่ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา และบรูไน จะสามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง หลังจากเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออก อย่าง ฮ่องกง ไต้หวัน มองโกเลีย จะสามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งเช่นกัน
ทั้งนี้ ในส่วนของจีนคาดว่าจะขยายตัวที่ 9.6% จาก 8.7% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอัตราการขยายตัวของจีนเพียงประเทศเดียวมีส่วนยกระดับการขยายตัวของทั้งภูมิภาคถึง 5.9% และช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในหลายๆ ส่วนของภูมิภาค ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจตลาดเกิดใหม่ คาดว่าจะขยายตัวที่ 8.2% ในปีนี้ จากเมื่อปีที่แล้วที่ 7.2%
เอดีบีคาดการณ์ว่า การลงทุนในภูมิภาคเอเชียจะยังอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว และช่วยยกระดับความต้องการภายในประเทศ ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวชี้วัดภาวะเงินเฟ้อจะถีบตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4%
ด้านฮารุฮิโกะ คุโรดะ ประธานเอดีบี เตือนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจต้องสะดุดตัวลงหากรัฐบาลต่างๆ ถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนเวลาอันควร รวมถึงความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น ภาวะไร้เสถียรภาพยืดเยื้อในภาคการเงินของโลก รวมถึงภาวะหนี้สินที่กำลังย่ำแย่ลงของหลายประเทศ
นอกจากนี้ จากภาวะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วทำให้เอเชียยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกระแสทุนไหลบ่าในปริมาณมหาศาล ซึ่งคล้ายคลึงกับก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงินเอเชียระหว่างปี 2540
–2541“
กระแสทุนไหลเข้าที่มีความผันผวนอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและอุปทานทางการเงิน ด้วยเหตุนี้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจำเป็นจะต้องใช้นโยบายการเงินการคลังที่เหมาะสม ในระหว่างการฟื้นตัวจากช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤต” คุโรดะ กล่าวด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวันที่ 12 เม.ย. เป็นไปอย่างซบเซา และติดลบเกือบทุกตลาด เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับความเสี่ยงจากวิกฤตการเงินของกรีซที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินยูโร สวนทางกับตลาดหุ้นวอลสตรีตที่พุ่งขึ้นมาปิดในระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน
ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นติดลบ 0.81% เนื่องจากนักลงทุนรอผลประกอบการของภาคธุรกิจในสหรัฐ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งถอยลงมา 0.16% ดัชนีสเตรตไทมส์ติดลบ 0.19% และตลาดหุ้นไต้หวันติดลบ 1.08%







