
หนี้ยุโรปยังไม่จบ
แม้ว่าปัจจุบันความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนจะเริ่มเงียบหายไปจากความสนใจของสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนัก จนทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่าปัญหาดังกล่าวได้จบลงไปแล้วหรือยัง ทว่าในความจริงแล้วปัญหายังไม่จบ เพียงแต่ลดความร้อนแรงลงชั่วคราวเท่านั้น และมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นอีกครั้งด้วย
แม้ว่าปัจจุบันความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนจะเริ่มเงียบหายไปจากความสนใจของสื่อยักษ์ใหญ่หลายสำนัก จนทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่าปัญหาดังกล่าวได้จบลงไปแล้วหรือยัง ทว่าในความจริงแล้วปัญหายังไม่จบ เพียงแต่ลดความร้อนแรงลงชั่วคราวเท่านั้น และมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นอีกครั้งด้วย
สังเกตได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาล้วนสะท้อนว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังอยู่ในอาการโคม่า เช่น อัตราว่างงานที่สูงถึง 12.1% หรือมีคนไม่มีงานทำ 19 ล้านคน ขณะที่ภาคการผลิตและบริการยังอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงว่า อีกไม่ช้านี้จะมีประเทศใหม่ๆ เช่น สโลวีเนียและเบลเยียม เข้าคิวขอรับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นรายที่ 6 และ 7 ต่อจากกรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน ไซปรัส โดยเฉพาะสโลวีเนียนั้นกำลังมีปัญหาหนี้เน่าในภาคแบงก์ ตลอดจนถึงความชะงักงันทางการเมืองนานกว่า 2 ปี ก็ทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจไม่เดินหน้าและทำให้หนี้พุ่งใกล้แตะ 100% ของจีดีพี
แม้ว่าที่ผ่านมาธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) รวมไปถึงรัฐบาลหลายชาติจะเร่งงัดมาตรการแก้ไขปัญหาหลายครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่ชะลอความร้อนแรงของปัญหาลงเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่รากฐานจริงๆ เช่น การลดดอกเบี้ยต่ำของอีซีบีที่ไม่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินกู้ต้นทุนต่ำได้อย่างเต็มน้ำเต็มเนื้อ ขณะที่มาตรการตัดลดหนี้ผ่านการตัดลดรายจ่าย หรือเรียกว่า “แผนรัดเข็มขัด” ก็มีแต่จะทำให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะยิ่งตัดลดก็ยิ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายชาติเลวร้ายลงไปอีก
นอกจากนี้ แผนการปฏิรูปต่างๆ ที่มีก็ยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่การลงมือในภาคปฏิบัติจริงได้ เช่น แผนการสร้างสหภาพธนาคารที่ยังคงชะงักงันอยู่
ดังนั้น ปัญหาของยูโรโซนจึงยังไม่จบ ซ้ำยังมีแต่จะกลับมาร้อนแรงอีกด้วย







