
เยนอ่อนดันสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งยางพาราควบสู่ตลาดกระทิง
อานิสงส์เยนอ่อนค่า ดันสินค้าเกษตรล่วงหน้าตลาดญี่ปุ่นราคาพุ่ง คืนชีพราคายางพาราโลก เวียดนามสบช่องรุกคืบขยายสวนยางในลาวกัมพูชา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อานิสงส์เยนอ่อนค่า ดันสินค้าเกษตรล่วงหน้าตลาดญี่ปุ่นราคาพุ่ง คืนชีพราคายางพาราโลก เวียดนามสบช่องรุกคืบขยายสวนยางในลาวกัมพูชา
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคายางพาราซึ่งตกต่ำลงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา เริ่มดีดตัวดีขึ้นและมีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากผลพวงของภาวะเงินเยนซึ่งอ่อนค่าต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปีนั้น กำลังทำให้นักลงทุนหันมากว้านซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง
ราคายางพารางวดส่งมอบล่วงหน้าเดือน ต.ค. ในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าโตเกียว ปรับตัวสูงขึ้นถึง 1.8% ไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 299 เยน หรือตันละ 2,942 เยน ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ซึ่งนับว่าปรับราคาขึ้นไปแล้วถึง 22% จากราคาต่ำสุดของปีนี้ที่กิโลกรัมละ 245.2 เยน
รายงานระบุว่า เงินเยนญี่ปุ่นซึ่งอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี ไปแตะ 102 เยนต่อเหรียญสหรัฐ และอ่อนค่าลงถึง 22% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้นักลงทุนหันไปกว้านซื้อสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโตเกียวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเริ่มกลับมาสต๊อกยางพาราอีกครั้ง โดยเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้นำเข้ายางเพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ จีนนำเข้ายางเพิ่มขึ้นถึง 32% ส่งผลให้ราคายางในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก มีราคาแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน
“สัญญาซื้อขายยางล่วงหน้า คือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการอ่อนค่าลงของเงินเยนและราคายางซึ่งยังถูกกำหนดโดยเงินบาทด้วย จะยังคงอยู่ในทิศทางนี้เช่นนี้ต่อไป” คาซึฮิโกะ ไซโตะ หัวหน้านักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ฟูจิโตมิ กล่าว
ทางด้านเอเอฟพีรายงานอ้างกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม โกลบอล วิทเนส ว่า บริษัทยางรายใหญ่ในเวียดนาม ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารโลกและธนาคารดอยช์แบงก์นั้น กำลังเร่งขยายพื้นที่ปลูกยางเข้าไปยังประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้วิกฤตการณ์แย่งที่ดินทำกินเลวร้ายลง
รายงานระบุว่า บริษัท ฮองอันห์เกียไล และเวียดนามรับเบอร์กรุ๊ป เร่งขยายพื้นที่ปลูกยางในลาวและกัมพูชา ส่งผลให้บรรดาชนกลุ่มน้อยหลายหมื่นหมู่บ้านต้องถูกไล่ที่ โดยเฉพาะในกัมพูชานั้นมีการปลูกสวนยางมากถึง 2.96 ล้านเอเคอร์ และส่งผลให้คน 4 แสนคน ได้รับผลกระทบจากการรุกที่ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2003







