
อิเหนาลดกีดกันหวังซื้อใจ
ถือเป็นประเด็นเด่นที่น่าจับตาไม่น้อยสำหรับการเคลื่อนไหวของรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่อยู่ๆ ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะยอมผ่อนปรนการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า สำหรับสินค้าเกษตรจากต่างประเทศลงถึง 18 รายการ ทั้งๆ ที่ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียได้ยืนกรานว่าจะยังคงบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างแข็งกร้าว แม้ว่าจะถูกนานาชาติและสหรัฐรุมกดดันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการถูกยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลกก็ตาม
ถือเป็นประเด็นเด่นที่น่าจับตาไม่น้อยสำหรับการเคลื่อนไหวของรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่อยู่ๆ ก็ได้ออกมาประกาศว่าจะยอมผ่อนปรนการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า สำหรับสินค้าเกษตรจากต่างประเทศลงถึง 18 รายการ ทั้งๆ ที่ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ ทางการอินโดนีเซียได้ยืนกรานว่าจะยังคงบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างแข็งกร้าว แม้ว่าจะถูกนานาชาติและสหรัฐรุมกดดันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการถูกยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลกก็ตาม
สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลอิเหนายอมผ่อนท่าทีลงมา ทั้งๆ ที่การใช้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการช่วยสร้างฐานคะแนนนิยมทางการเมืองของรัฐบาลให้แข็งแกร่ง ก็คือการที่อินโดนีเซียเริ่มตระหนักแล้วว่าการเดินหน้าบังคับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าดังกล่าวนั้น กำลังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลกอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่อินโดนีเซียกำลังส่ง มารี ปังเกสตู อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ เข้าชิงชัยในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
ดังนั้น การผ่อนท่าทีของรัฐบาลอิเหนาจึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณต่อประชาคมโลกให้เห็นว่า ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังใส่ใจความรู้สึกของประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการกีดกันการค้าของอินโดนีเซียมากขึ้น
นอกจากนี้ สิ่งที่ตอกย้ำได้ดีถึงภาวะของอินโดนีเซีย ซึ่งต้องการเอาใจชาติอื่นๆ มากขึ้น เพื่อให้หันมายกมือสนับสนุนผู้แทนจากประเทศอินโดนีเซียเข้าไปนั่งเป็นผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอ อีกหนึ่งอย่าง ก็คือการที่รัฐบาลแดนอิเหนาหันมาปรับปรุงระบบการขอนำเข้าสินค้าให้รวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น รวมไปถึงการให้บริการผ่านระบบออนไลน์
เรียกได้ว่า งานนี้รัฐบาลแดนอิเหนาเอาใจเต็มที่ เพียงเพื่อหวังจะผลักดันให้ปังเกสตู ได้เข้ามานั่งในตำแหน่งสำคัญขององค์กรทางการค้าระดับโลกอย่างดับเบิลยูทีโอ







