
มะกัน-อังกฤษใจเย็นยันไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่สินทรัพย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เฟดบีโออี ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ทั้งในสหรัฐและอังกฤษ ต้านกระแสวิจารณ์เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เสี่ยงทำฟองสบู่ตลาดหุ้นแตก
เจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ออกโรงปฏิเสธกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งเฟดและบีโออีนั้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดหุ้นใน 2 ประเทศมากยิ่งขึ้น และย้ำว่า ในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอันตรายใดๆ จากภาวะฟองสบู่
“ผมไม่คิดว่าเรากำลังอยู่ในภาวะที่ราคาสินทรัพย์มีความเสี่ยง หรืออยู่ในระดับของฟองสบู่แต่อย่างใด” เดวิด ไมลส์ หนึ่งในคณะเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ กล่าวในระหว่างร่วมกันหารือที่ธนาคารกลางสหรัฐในบอสตัน
ทางด้าน นารานายา โคเชอร์ลาโคตา ประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส ที่เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐยังไม่เห็นความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในขณะนี้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ได้เกิดกระแสความวิตกกังวลต่อมาตรการอัดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางประเทศพัฒนาแล้ว ว่ากำลังทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นในตลาดสินทรัพย์ แต่ในทางกลับกันมาตรการเหล่านั้นแทบจะไม่ได้ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจแต่อย่างใด ซึ่งทางด้านคณะกรรมการตลาดเสรีของเฟด ได้ย้ำว่า นโยบายคิวอีของเฟดที่ซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น จะดำเนินต่อไปจนกว่าสถานการณ์ตลาดแรงงานในสหรัฐจะดีขึ้น
ชาร์ลส อิแวนส์ ประธานเฟดสาขาชิคาโก กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยพบสถานการณ์ที่ว่าการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่แต่อย่างใด
“เราได้พิจารณาในหลายสิ่งหลายอย่าง และยังไม่มีอะไรที่ทำให้ผมเป็นห่วง” อิแวนส์ กล่าว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐตัดลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระหว่าง 00.25% ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2008 นั้น เฟดก็ได้พยายามกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องด้วยการอัดฉีดรวมไปแล้วราว 3.23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
กระนั้นก็ตาม ในรายงานการประชุมของเฟดครั้งล่าสุดระหว่างวันที่ 19-20 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายแสดงความเห็นว่า เฟดควรจะเริ่มชะลอมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง และควรหยุดมาตรการดังกล่าวทั้งหมดในช่วงท้ายปี
เอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ให้ความเห็นว่า การใช้มาตรการกระตุ้นอันยาวนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ติดต่อกันมามากกว่า 4 ปีนั้น อาจจะทำให้เกิดสภาวะไร้สมดุล และไร้ซึ่งเสถียรภาพในภาคการเงินได้ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานหลังจากนั้น







