
หวังปฏิรูปพลังงาน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่ง
ประชากรโลกกำลังตกอยู่ใน "วิกฤตพลังงาน" เป็นครั้งแรก จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน IEA ชี้ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานในระยะยาว
องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) กล่าวว่าเรากำลังเผชิญกับ "วิกฤตพลังงานโลก" เป็นครั้งแรก โดยอ้างอิงจากราคาพลังงานและนโยบายภาครัฐของแต่ละประเทศ ที่แสดงให้เห็นว่าความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกกำลังอยู่ในจุดสูงสุด
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองโลกที่ร้อนระอุและวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นจุดดึงให้ตลาดพลังงานอ่อนแอลง ทั้งยังเป็นการย้ำเตือนว่าระบบพลังงานบนโลกของเราขาดความยั่งยืนมากแค่ไหน ซึ่งภาระหนักสุดกลับไปตกอยู่ที่กลุ่มประชากรผู้มีรายได้น้อย เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายหมดไปกับค่าพลังงานเป็นส่วนใหญ่
IEA ยังเสริมว่านโยบายที่ได้ผลดีที่สุดเพื่อปกป้องผู้บริโภคจากวิกฤตราคาพลังงานคือปรับโครงสร้างด้านพลังงานใหม่ทั้งหมด รวมถึงยึดแผนปฏิรูปพลังงาน ‘REPowerEU’ ที่จะช่วยให้ยุโรปมีแหล่งพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และมีราคาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องพึ่งพลังงานจากรัสเซียและคาดว่าจะทำให้สัดส่วนการถือครองพลังงานของรัสเซียลดลงจาก 20% เป็น 13% ภายในปี 2030
วิกฤตพลังงานอาจมีส่วนยืดเยื้อมาตั้งแต่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานและวิกฤตเงินเฟ้อดีดตัวขึ้น กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังต้องเผชิญกับปัญหาราคาอาหารที่ดีดตัวขึ้นตามราคาพลังงาน
แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจเป็นเรื่องดีที่ประเทศต่างๆจะเริ่มหันไปหาพลังงานทางเลือกอื่นๆโดยเฉพาะกับพลังงานสะอาด ถือเป็นจุดพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างแท้จริง
การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีมาตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม และอาจถึงจุดพีคในไม่ช้า ซึ่งหลังจากนั้นพลังงานทางเลือกอื่นๆคาดว่าจะมาแทนที่ รวมถึงยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าความต้องการใช้น้ำมันอาจมีแนวโน้มลดลงช่วงกลางปี 2030
ปัจจุบันมีเพียงสหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, แคนาดา และสหภาพยุโรปที่ลงนามเข้าร่วมเป้าหมาย net zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050







