
มนต์รักดอกบ๊วย
เรียนท่านผู้อ่านที่รัก ขณะที่เขียนบทความนี้ “เชกา” ได้ติดตามพระอาจารย์อารยะวังโส
เรียนท่านผู้อ่านที่รัก ขณะที่เขียนบทความนี้ “เชกา” ได้ติดตามพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย... เพียงออ วิไลย [email protected]
เรียนท่านผู้อ่านที่รัก ขณะที่เขียนบทความนี้ “เชกา” ได้ติดตามพระอาจารย์อารยะวังโส แห่งวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชแห่งศรีลังกาเพื่อถวายงานในโอกาสครบรอบ 260 ปี ที่พระอุบาลีได้นำศาสนาพุทธสยามวงศ์เข้าไปประดิษฐานในประเทศนี้เพื่อฟื้นฟูศาสนาพุทธขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงได้ตามท่านไปประกอบศาสนกิจเพื่อศรัทธาที่มั่นคงของชาวพุทธแห่งเมืองเอลลาในชนบทห่างไกล บุญกุศลอันใดที่พึงบังเกิด ณ เกาะที่เคยเป็นที่ซ่อนนางสีดาจากการค้นหาของพระรามแห่งนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้รับเท่าเทียมกับ “เชกา” ทุกประการ
ระหว่างการเดินทางไปเมืองเอลลา ทุกคนพากันนั่งหัวสั่นหัวคลอนกับทางโค้งหักศอก ศอกแล้วศอกเล่าราวทศกัณฐ์ส่งมาแกล้งกองทัพธรรมน้อยๆ ของเราให้เกิดอาการอาเจียนปางตายคล้ายถูกหางเลขหอกโมกขศักดิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้บุกเข้าถึง “นูวารา เอลิยา” ที่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่คุมขังนางสีดาได้ “นูวารา เอลิยา” ถูกเรียกว่า “อังกฤษน้อย” เพราะเป็นสถานที่ตากอากาศยอดนิยมมาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคม และที่โด่งดังที่สุดคือเป็นแหล่งผลิตชาซีลอนอันเลื่องชื่อ แล้วบรรยากาศของบ้านเมืองในหุบเขางดงามประดับประดาด้วยดอกไม้ดอกโตหลากสีสันนานาพันธุ์ที่บานสวยสดอยู่รอบๆ ทะเลสาบ ก็ได้ดึงเชกาเข้าสู่ห้วงความคิดคำนึงถึงที่แห่งหนึ่งในเกาหลี...
ใช่เลย เป็นช่วงเวลานี้แล้วสินะ ที่เมือง “ควางยาง” จะถูกแต่งแต้มความขาวสวยหมวยเหมยด้วย ดอกบ๊วย หรือ แม-ฮวา ซึ่งเป็นดอกไม้สีขาวที่บอบบางน่ารักชนิดแรกที่จะเริ่มผลิบานรับฤดูใบไม้ผลิเพียงปีละครั้ง... ฤดูกาลชมดอกบ๊วยบานที่ควางยาง (Gwangyang Apricot Blossom Festival ) จึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนจำนวนมากในเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก หรือหนุ่มสาวผู้มีใจรัก ต่างต้องมนต์แห่งความรักแต้มสีขาวที่สงบเย็นอ่อนหวาน แตกต่างจากความรักที่ทุรนทุรายทุกข์ร้ายร้อนแรงของทศกัณฐ์... แน่นอน ความรักชนิดไหนต่างก็เป็นกิเลสทั้งสิ้น แต่ดูไปพิษร้ายของความรักที่มาอย่างบรมสุขเบาบางและสวยงาม ดูจะรุนแรงยากจะถ่ายถอนกว่ารักร้ายๆ เสียแล้ว เพราะจิตได้ติดลุ่มหลงในความสุขจนมองไม่เห็นทุกข์ที่แอบแฝง ดังนั้น ควางยางจึงเป็นแหล่งที่ “มนต์รักดอกบ๊วย” พัดรุนแรงในหัวใจของหนุ่มสาวเกาหลีมาเนิ่นนาน สำหรับปีนี้เทศกาลชมดอกบ๊วยบาน กำหนดให้ระหว่างวันที่ 2331 มี.ค.นี้ ณ จุดนัดพบที่เดิม ที่แขวงดาอับเมียน เมืองควางยาง ในจังหวัดชอนลาใต้
เตร๊ง...เตร๊งงง เตร๊ง....เพล้ง-ง-ง-ง...ทันใดนั้น มนต์รักเพลงลูกทุ่งของสวนดอกบ๊วยที่กำลังบรรเลงอย่างรื่นรมย์กลับสะดุดลงอย่างกะทันหันและไม่คาดฝัน...อ้าว สิ่งที่พบเห็นในผลวิจัยเรื่องความรักของหนุ่มสาวเกาหลีตกทอดมาอยู่ในมือฉบับนี้ได้คลายมนต์สะกดลงเสียสิ้น ... ดูจั่วหัวงานวิจัยว่า “อะไรเอ่ย ที่หนุ่มสาววัย 20-30 คิดว่าสำคัญยิ่งกว่าความรักและการแต่งงาน”
จากผลของแบบสอบถามจากตัวอย่าง 350 คนในงานวิจัย พบว่า หนุ่มสาวเกาหลีในช่วงวัยเจริญพันธุ์ยุคนี้ กลับมีความโหยหาต่อความรักน้อยกว่า “เงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน” ไปเสียแล้ว ผู้ตอบ 44% เลือกขอมีเงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ในขณะที่เพียง 26% สนใจในความรักและการแต่งงาน ที่น่าแปลกใจขึ้นไปอีกคือกระแสสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป “ความภักดีต่อองค์กร” ที่ยึดการถือบริษัทเป็นเรือนตายนั้น ค่อยๆ หายไป ผู้ตอบถึง 12% คิดอยากจะลาออกจากงานเพื่อเพิ่มเงินเดือนให้มากขึ้นกว่าที่เดิม และในกลุ่มผู้ตอบ 12% นี้ เกินกว่าครึ่งก็ประสบความสำเร็จในการขึ้นเงินเดือนตนเองด้วยการลาออกไปหลายครั้งแล้วด้วย...
ยิ่งไปกว่านั้น มีงานวิจัยทางสังคมฉบับหนึ่งได้ทำแบบสอบถามสาวๆ 1,192 คน พบว่า 889 (74.6%) ละทิ้งความเชื่อขงจื๊อ หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ตาม นางจะไม่ยอมลาออกจากงานเพื่อมาเป็นแม่บ้านดูแลลูกและสามีหลังการแต่งงานแน่นอน ช่างเป็นตัวเลขที่ก้าวกระโดดที่มีผลต่อการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานของสังคมโดยตรงเลยทีเดียว สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลสอดรับกันก็คือ เรื่อง “ความวิตกกังวลหลังการแต่งงาน” พวกเขา (30.7%) มีความวิตกกังวลในค่าครองชีพและเศรษฐกิจของครอบครัวหากพ่อบ้านทำงานคนเดียวมากกว่าความวิตกกังวลในเรื่องอุปนิสัยและพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกันของคนสองคนเสียอีก (21.5%) เป็นตัวเลขที่สวนทางกับความคิดในการเลือกคู่ที่ต้องอาศัยเวลา หนุ่มสาวเกาหลีส่วนใหญ่ (42%) เลือกที่จะคบกันเพียงแค่ 2-3 เดือน ถ้าคิดว่าใช่ก็แต่งงานเลย แต่ถ้าไม่ใช่ก็เลิก จึงทำให้มีการร้างรักโดยเฉลี่ยอยู่ราว 25 คน กว่าจะได้แต่งงานกันจริงๆ... โลกเหวี่ยงแรงอย่างนี้ มนต์รักดอกไหนๆ ก็มิอาจไม่เสื่อมคลาย...
&<2288;







