
อีซีบีค้านคลังอียูยันแผนกู้ไซปรัส ไม่ใช่โมเดลแก้หนี้
อีซีบี โต้ประธาน รมต.คลังอียู ผลักภาระแก้หนี้แก่แบงก์ผู้ฝากเงินไม่ใช่ทางออก ด้านตลาดทุนกังวลหนัก หวั่นอียูหยิบใช้เป็นแผนแก้หนี้ในอนาคต
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อีซีบี โต้ประธาน รมต.คลังอียู ผลักภาระแก้หนี้แก่แบงก์ผู้ฝากเงินไม่ใช่ทางออก ด้านตลาดทุนกังวลหนัก หวั่นอียูหยิบใช้เป็นแผนแก้หนี้ในอนาคต
เบนัวร์ เคอร์ สมาชิกคณะกรรมการบริหารของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกโรงโจมตี เจอโรน ดิจเซลโบลม ประธานรัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป (อียู) กรณีแสดงความเห็นว่า บรรดาผู้ถือหุ้นและผู้ฝากเงินควรรับภาระต้นทุนการปรับโครงสร้างของธนาคารที่มีปัญหา มากกว่าผลักภาระให้กับภาครัฐอย่างเดียวนั้น นับเป็นความคิดเห็นที่ผิดพลาด เนื่องจากมองว่าวิกฤตภาคธนาคารในไซปรัสแตกต่างจากวิกฤตในประเทศอื่น จึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นโมเดลการแก้ปัญหาได้
ความเห็นของ ดิจเซลโบลม ซึ่งมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงภายหลังรัฐบาลกรุงนิโคเซีย บรรลุข้อตกลงรับเงินช่วยเหลือมูลค่า 1 หมื่นล้านยูโร กับอียู และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ส่งผลให้ตลาดทุนตีความไปว่า ข้อตกลงเงินกู้ของไซปรัส ซึ่งรวมถึงการที่ผู้ถือบัญชีเงินฝากต้องยอมรับการทำ “แฮร์คัต” อาจกลายเป็นแบบแผนการกอบกู้วิกฤตการเงินสำหรับชาติสมาชิกอียูอื่นๆ ที่ต้องการขอรับเงินช่วยเหลือในอนาคต ซึ่งจะเป็นการผลักภาระให้กับผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ถือบัญชีเงินฝากต้องรับการขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเห็นดังกล่าว เป็นเหตุให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงทุกตลาด โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์สหรัฐ ปรับตัวลดลง 0.44% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.33% เช่นเดียวกับดัชนีนิกเกอิญี่ปุ่นปิดตลาดรูดลง 0.6% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตจีนร่วง 1.34%
วันเดียวกัน ไฟแนนเชียลไทม์ รายงานอ้างนักวิเคราะห์ ซึ่งหมายรวมถึง ฟิโอนา มูลเลน นักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทวิจัยซาเปียนตา ออกโรงเตือนอีกว่า เงื่อนไขขอรับเงินกู้ดังกล่าว จะยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไซปรัสหดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 15% ในปีนี้ และอีก 5% ในปี 2557 ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลกรุงนิโคเซีย ต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติเพิ่มเติมอีกในอนาคต
ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขขอรับเงินกู้ รัฐบาลกรุงนิโคเซีย จะดำเนินการปิดธนาคารไซปรัส ป๊อปปูลาร์ หรือธนาคารไลกิ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ พร้อมอายัดสินทรัพย์ที่มีอยู่ คือ หุ้น ตราสารหนี้ และเงินฝากที่ไม่มีหลักประกัน รวมถึงบัญชีเงินฝากมากกว่า 1 แสนยูโร ซึ่งคาดว่าอาจช่วยให้ไซปรัสระดมทุนได้ราว 4,200 ล้านยูโร จากเงินทั้งหมด 5,800 ล้านยูโร ที่ต้องใช้เป็นหลักประกันแลกเงินช่วย สำหรับส่วนต่างที่เหลือจะมาจากการขึ้นภาษี การตัดลดงบประมาณและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ล่าสุด มาชาเอล ซาริส รัฐมนตรีคลังไซปรัส แถลงการณ์ว่า บัญชีเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนยูโร จะได้รับความคุ้มครองตามกฎระเบียบของอียู ทว่ามีแนวโน้มว่าสัดส่วนบัญชีเงินฝากในแบงก์ ออฟ ไซปรัส ที่ไม่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครอง มีโอกาสถูกหักเงินเปลี่ยนมาเป็นหุ้นสูงถึง 40% ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งต้องรอการอนุมัติจากรัฐสภา
สถานการณ์การเงินในไซปรัสที่ยังไร้เสถียรภาพ ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนักศึกษาราว 1,500 คน รวมตัวชุมนุมประท้วงด้านหน้าทำเนียบประธานาธิบดีใจกลางกรุงนิโคเซีย พร้อมตะโกนขับไล่กลุ่มทรอยกา ซึ่งเป็นตัวแทนจากอียู ไอเอ็มเอฟ และอีซีบี เนื่องจากมองว่าเงื่อนไขเงินกู้ที่เข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวไซปรัสในระยะยาว
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางไซปรัสประกาศเลื่อนการเปิดทำการของธนาคารในประเทศไปอีกจนถึงวันที่ 28 มี.ค. เพื่อให้ภาคธนาคารต่างๆ เตรียมความพร้อม และสามารถบังคับใช้กฎหมายควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย (แคปปิตอล คอนโทรล) เพื่อคุมเงินไหลออกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายหลังเกิดกระแสการแห่ถอนเงินจากระบบธนาคารในไซปรัสอย่างต่อเนื่อง n







