
ลด เลิก ละ การกินทิ้งกินขว้างกันเถอะ (1)
โฆษณาชิ้นหนึ่งซึ่งมีสาระเกี่ยวกับนิสัยการกินของชาวจีน และทิ้งท้ายด้วยตัวเลขการกินทิ้งกินขว้างอาหาร
โฆษณาชิ้นหนึ่งซึ่งมีสาระเกี่ยวกับนิสัยการกินของชาวจีน และทิ้งท้ายด้วยตัวเลขการกินทิ้งกินขว้างอาหาร
ที่มีปริมาณมากเพียงพอที่จะเลี้ยงประชากรจำนวน 200 ล้านคนในแต่ละปี คงสร้างความรู้สึกทอดถอนใจให้แก่บรรดาชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีฐานะ ต้องกรำงานหนัก และอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อ ซึ่งแตกต่างจากบรรดาชาวเมืองที่มีให้ดื่มให้กินกันอย่างอิ่มหมีพีมันและมักทานอาหารเหลือจนน่าเสียดาย ถือเป็นกระจกเงาที่ช่วยสะท้อนพฤติกรรมการกินอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองที่เกิดขึ้นในสังคมยุคนี้ได้เป็นอย่างดี
เข้ากับบรรยากาศการรณรงค์เรื่อง “การรู้จักประหยัด” ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่แกะกล่องกำลังให้ความสนใจอย่างมาก อาจมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของการสร้างกระแสนิยมของคณะผู้บริหารชุดใหม่อยู่บ้าง แต่ถ้ามองโดยแก่นของปัญหาแล้ว จะพบว่าลักษณะการดื่มกินอย่างฟุ่มเฟือยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมจีนมาช้านาน ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูด้วยแล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ โดยเฉพาะสังคมเมืองที่ผู้คนมีรายได้สูง เป้าหมายหลักของการรณรงค์ครั้งนี้คือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติการบริโภคและนิสัยการกินทิ้งกินขว้างของคนในสังคม
หากเราสังเกตตัวเลขปริมาณโปรตีนในอาหารที่บริโภคเหลือทิ้งจะพบว่ามีมากถึง 8 ล้านตัน หรือเกือบเท่ากับปริมาณความต้องการอาหารของคนจำนวน 2.6 ล้านคนในแต่ละปี นี่เป็นตัวเลขที่คำนวณกันอย่างคร่าวๆ เท่านั้น สภาพของโต๊ะอาหารตามภัตตาคารหรือโรงแรมหรูหลังจากเช็กบิลมักปรากฏให้เห็นภาชนะถ้วยชามวางเกลื่อนกลาดและมีอาหารเหลืออยู่เกือบทุกจาน
หลายคนมองว่า การทานอาหารแบบไม่หมดจานเป็นรูปแบบการเลี้ยงอาหารในแบบฉบับของชาวจีนที่แสดงถึงการให้เกียรติแขกเหรื่อ มิตรสหาย ที่สำคัญ ใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกอะไร พฤติกรรมเช่นนี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดแบบดั้งเดิมเรื่องความรักหน้าตาผ่านนิสัยการสั่งอาหารในปริมาณที่เกินความจำเป็น คอยสั่งอาหารเพิ่มไม่ให้พร่อง รวมไปถึงการใช้จ่ายเงินอย่างเมามันโดยขาดสำนึกที่พึงมีต่อสังคม (มักเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการและพนักงานบริษัทที่ใช้งบส่วนกลางรับรองแขก) แม้ว่าชาวจีนจำนวนไม่น้อยไม่ต้องเป็นกังวลในการหาเลี้ยงชีพ แต่อย่าลืมว่ายังมีเพื่อนร่วมชาติอีกหลายร้อยล้านคนที่ยังบริโภคอาหารกันอย่างจำกัด
ภาพการเลี้ยงรับรองที่พบเห็นทั่วไปคือการสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ กินกันพอหอมปากหอมคอในแต่ละเมนู เพราะกินมากไปก็คิดไปเองว่าจะเป็นการเสียมารยาท ยอมกินน้อยๆ แล้วกลับบ้านไปต้มบะหมี่สำเร็จรูปดีกว่าให้คนอื่นมองว่าเป็นพวกไม่เคยกินของดี หรือพวกตะกละตะกลามอะไรทำนองนี้ เข้าทำนองรักหน้าเหนือสิ่งอื่นใด และก็ไม่ค่อยมีใครอยากห่ออาหารกลับบ้าน ด้วยรู้สึกว่าเสียหน้า อีกอย่างการทานอาหารตามภัตตาคารก็เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการพบปะสังสรรค์หรือการเจรจาทางธุรกิจ มากกว่าการให้ความสำคัญกับการทานอาหารเป็นหลัก
ผลก็คือ อาหารที่เหลืออยู่เต็มโต๊ะกลายสภาพเป็นขยะไปอย่างน่าเสียดาย แถมยังต้องใช้กำลังคนและกำลังทรัพย์ในการจัดการกับขยะเหล่านี้ ยังไม่รวมถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดจากขยะอาหาร แต่ก็มีคนกลุ่มน้อยนักที่ให้ความสำคัญกับเรื่องใกล้ตัวที่ค่อยๆ ได้รับความสนใจจนเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วในขณะนี้
ยิ่งถ้าเป็นการทานในงานแต่งงานด้วยแล้ว ถือว่าจัดเต็มทั้งปริมาณและคุณภาพ จะสังเกตเห็นว่าระยะเวลาในการเสิร์ฟอาหารแต่ละจานมีความรวดเร็วมาก ทานยังไม่เต็มที่ก็มีจานใหม่เสิร์ฟเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมากมักเน้นการชนแก้วดื่มแสดงความยินดีมากกว่าการกินอาหาร เลยแทบไม่ได้คีบอาหารดีๆ กินกันทั้งๆ ที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ เนื่องจากงานแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต จึงมักจัดกันอย่างอลังการ อาหารที่เตรียมไว้ก็ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แต่ส่วนใหญ่แขกเหรื่อที่มาร่วมงานมักกินพอเป็นพิธี อาหารในงานจึงเหลือทิ้งเยอะมากและก็ต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดายอีกเช่นกัน
อ่านต่อฉบับหน้า







