
การชุมนุมเสื้อแดงสร้า จุดอ่อนกัมพูชาประกาศชัยชนะเหนือพระวิหาร
โพสต์ทูเดย์
— กัมพูชาโวทหารไทยถอยทัพกลับไปช่วยกู้สถานการณ์ภายในประเทศที่กรุงเทพฯ ไร้เงาทหารในพื้นที่เขาพระวิหารสถานการณ์การประท้วงในไทย กลับกลายเป็นประเด็นที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาได้นำไปยกเป็นความได้เปรียบและชัยชนะ โดยหนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ระบุว่า กัมพูชากำลังมีชัยชนะเหนือกว่าไทยทั้งในเรื่องการทูตและทางทหาร
หนังสือพิมพ์ดังกล่าวอ้างคำพูดของนายพลเจียดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพกัมพูชา กล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันการศึกษาแห่งชาติ ต่อหน้าครูและนักเรียนกว่า 1,000 คน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประกาศชัยชนะเหนือไทยหลังจากที่กองทัพไทยถอนกำลังส่วนหนึ่งออกจากพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เพื่อลงไปควบคุมสถานการณ์ที่กรุงเทพฯ
“
ผมอยู่ที่นี่เพื่อจะบอกพวกท่านว่า เราได้ชัยชนะเหนือทหารไทยแล้ว ทั้งในสมรภูมิรบและชัยชนะทางการทูตภายใต้การนำของฮุนเซน” นายพลเจีย กล่าวทั้งนี้ นายพลเจียยังระบุถึงประเด็นการถอนกำลังทหารไทยออกจากพื้นที่เขาพระวิหาร เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศ
“
ทหารไทยกว่า 50% ได้ถอนกำลังออกไปจากพื้นที่และเดินทางไปยังกรุงเทพฯ เพื่อไปช่วยแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และพวกเขาจะไม่กล้ากลับมาโจมตีทหารกัมพูชาของอีกครั้งแน่”ด้านนายรัธฮวต รองผู้อำนวยการสถานบันการศึกษาแห่งชาติกัมพูชา กล่าวหลังสุนทรพจน์ดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้ยินเรื่องดังกล่าวโดยตรงจากนายพลเจียดารา ต่อสถานการณ์ปราสาทพระวิหาร และถือว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับนักเรียนและครูที่จะได้เรียนรู้มันด้วย
นอกจากนี้ นายพลเจียยังกล่าวถึงประเด็นที่มีการกล่าวหาว่า นายสมรังสี ผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้ให้ความช่วยเหลือทางกองทัพไทยในการทำลายประเทศว่า นายสมรังสีได้พบกับทางเจ้าหน้าที่ของทางการไทย แต่ทว่าก็ไม่มีการเพิ่มเติมรายละเอียดอื่นๆ ในกรณีดังกล่าว
ทั้งนี้ ในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ ยังอ้างคำพูดของทาง นายยิมโซวานน์ โฆษกพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งระบุว่า นายสมรังสีไม่ได้ติดต่อกับประเทศอื่นๆ เพื่อที่จะทำร้ายชาวกัมพูชา นายสมรังสีทำงานรับใช้ชาวกัมพูชา ไม่ได้ทำงานให้กับต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข่าวดีท่ามกลางกระแสของความวุ่นวายทางการเมืองจากทางเลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งชี้ว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยสดใสมากขึ้นในสายตาบรรดาประเทศสมาชิก
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เปิดเผยหลังจากการบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง
“อาฟตา : โอกาสและความท้าทายสำหรับบริษัทในไทย” ว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติ โดยเฉพาะเหล่าประเทศในอาเซียนดีขึ้น ถึงแม้จะมีการประท้วงทางการเมืองที่ยืดเยื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ซึ่งการประท้วงดังกล่าวเป็นสิทธิที่กลุ่มผู้ประท้วงสามารถกระทำได้“
พวกเขาไม่ได้ทำความรุนแรง เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว” นายสุรินทร์ กล่าวก่อนหน้านี้กลุ่มคนเสื้อแดงได้บุกล้มการประชุมอาเซียนซัมมิตที่จัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว ที่พัทยา จ.ชลบุรี
ทั้งนี้ นายสุรินทร์ยังแสดงความเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายคือทางรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงก็พยายามเจรจาต่อรองและแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกัน เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาทางการเมืองในประเทศไทย และส่งผลดีต่อประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายสุรินทร์ กล่าวว่า ถ้าการประท้วงยังคงยืดเยื้อ ก็อาจจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย ซึ่งอาจจะมีผลทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขันกับผู้แข่งในเวทีตลาดโลกอีกด้วย
นอกจากนี้ นายสุรินทร์ยังย้ำว่า ถ้าความวุ่นวายทางการเมืองยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานภาคเอกชนจะไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากข้อตกลงการค้าเสรีในอาเซียน และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ จะทำให้ภาคเอกชนของไทยอาจจะสูญเสียตลาด ซึ่งควรจะได้รับจากการเจรจาการค้าเสรีอาเซียนจีน และการเจรจาอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
“
โดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ต้องการที่จะเห็นสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับคืนสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”ด้านสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า การประชุมในไทยยังคงมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ เนื่องจากว่ากลุ่มคนเสื้อแดงปฏิเสธที่จะยุติการชุมนุม แม้ว่าจะมีการกดดันจากทางกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก ท่ามกลางการชุมนุมที่ยืดเยื้อ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ จากการชุมนุมและความไม่มั่นคงทางการเมืองในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ก็ต่างลดการลงทุนลงไปราว 2030% จากเมื่อปีที่แล้ว







