
ถึงจะ สว. แต่ก็ยังมีไฟ
เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยเมื่อปี 13 ปีก่อน (พ.ศ. 2543) คือ มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปเกินกว่า 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป
เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงวัยเมื่อปี 13 ปีก่อน (พ.ศ. 2543) คือ มีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไปเกินกว่า 10% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป
เกินกว่า 7% ของประชากรทั้งประเทศ...อีก 4 ปีข้างหน้า (ปี 2560) ก็จะเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เกินกว่า 20% หรืออายุ 65 ปีขึ้นไป เกินกว่า 14% และในปี 2569 ก็จะเป็นสังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด คือ ประชากรผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เกินกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ... เมื่อเทียบกับไทยแล้วสังคมไทยแก่เร็วพอๆ กับเกาหลี ต่างกันแค่บวก-ลบ 1 ปี คือ เป็น สว. ธรรมดาอยู่แค่ 16-17 ปี ก็กลายได้เลื่อนตำแหน่งเป็น สว.สมบูรณ์ อยู่อีก 9-10 ปี ก็ได้เลื่อนชั้นเป็น สว.ระดับสุดยอด ...เพียงแต่เกาหลีเขาเข้าแดนผู้สูงอายุไปนานก่อนไทย 5 ปี (ไทยเข้าปี 2548) (ข่าวจากส่วนหนึ่งของงานวิจัยของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล)
...ที่จริงเกาหลีค่อยๆ เปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและเตรียมความพร้อมให้กับสังคม ให้เป็นไปตามความเก๋าของใบหน้าและอายุมานานแล้ว เทรนด์นี้ทำให้หน่วยงานต่างๆ เริ่มกำหนดให้เกษียณอายุช้าลง จาก 60 ปีเป็น 65 ปี ในขณะที่กองทุนประกันสังคม+สำรองเลี้ยงชีพ จะเริ่มจ่ายบำนาญชราภาพให้เมื่อมีอายุครบ 65 ปี หมายความว่าอายุการทำงานที่ยาวนานจนถึงอายุ 65 ปี เป็นที่รับรองโดยทั่วไป...ดังนั้น คนเกาหลีที่มีความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งในใกล้วัย 60 ปี จึงมีแฟชั่นเริ่มค้นหาชีวิตการงานใหม่ เป็นไปตามแนวคิดของศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรั๊กเกอร์ ปรัชญาเมธีทางการบริหาร (Peter Drucker, 1909-2005) ที่ท่านได้นำเสนอไว้ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อนในหนังสือชื่อ Managing in Turbulent Times ว่า ต่อไปอายุเกษียณจะช้าลงและคนช่วงอายุ 40-50 ปี จะเริ่มต้นหางานที่สอง (งานใหม่)
คนอายุ 50-60 ปีสมัยนี้ โดยเฉพาะที่เกาหลียังดูหนุ่มแน่น เพราะเทคโนโลยีกับกระแส Well-Being ช่วย ทำให้คนเกาหลีหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ (เพราะเสียเงินค่าหมอแพงมาก เก็บเงินไว้กิน-เที่ยวดีกว่า) ไม่อยากตายเร็ว ดูอย่างประธานเก่าที่เคยมาประจำบริษัทเชกาที่เมืองไทยนั่นไง...ประธานลี เป็นประธานคนแรก มานั่งตำแหน่งที่นี่เมื่อ 23 ปีก่อน ตอนนั้นท่านก็อายุ 40 ปีแล้ว หลังจากกลับไปทำงานที่บริษัทแม่ ก็มีความเจริญในหน้าที่การงานจนได้เป็นประธานบริษัทแม่ที่เกาหลี ดูแลโรงงานและบริษัทในเครือถึง 15 บริษัท ใน 10 ประเทศ หลังจากที่ท่านเกษียณแล้วเมื่ออายุ 60 “เชกา” ได้โทรศัพท์ไปเยี่ยม ท่านก็บอกว่า พักผ่อนอ่านหนังสืออยู่บ้าน ผ่านไปไม่กี่เดือนปรากฏว่ามีบริษัทอื่นที่เล็กกว่า แต่อยู่ในธุรกิจเดียวกันมาเชิญไปทำงานด้วย นอกจากนี้ท่านจะมาเที่ยวตะลุยตีกอล์ฟ 7 วัน 7 คืนที่เมืองไทยทุกปี และครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง ไปรับที่สนามบิน ...โอ้พระเจ้า... ท่านไปทำอะไรมา รูปร่างหน้าตาดี ฟิตเป๊ะ ปรากฏว่าไปเข้าฟิตเนส ปรากฏว่าท่านลดน้ำหนักลงไป 8 กิโลกรัม หล่อเฟี้ยวเลยและกินยาบำรุง (ส่วนจะไปฉีดสเต็มเซลส์มารึเปล่าไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คือ ทาครีมสเต็มเซลส์เกาหลีแหงๆ) ถ้าไม่ดูที่ผมที่เริ่มกระถดขึ้นไปบนกลางศีรษะ ก็คงจะไม่สามารถเดาอายุได้...
ผู้ใหญ่ในบริษัทแม่ที่เกาหลีเกือบทุกคน เมื่อเกษียณออกไปก็มีชีวิตการงานที่สองเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอกาสในการทำงานเกิด คือ ท่านต้องเป็น Knowledge Worker หรือผู้ที่มี “องค์ความรู้ในตัว” เป็นผู้เชี่ยวชาญเก่งกาจในการงานของตัวเองและมีอีคิวดี (ไม่ใช่เอาแต่ “องค์ลงขี้โกรธ”) เพราะความรู้ยิ่งเคี่ยวยิ่งงวดและความรู้ในตำราหาอ่านได้ แต่ความรู้จากประสบการณ์ทำงานนับสิบๆ ปี ไม่สามารถอ่านตามกันทัน... อนึ่ง แน่นอนว่าในทุกสังคมการทำงานจะมีผู้ที่เป็นผู้ชำนาญงานและผู้ที่เกษียณไปโดยไม่รู้อะไรเลย กลุ่มหลังนี้จะเป็นกลุ่ม สว.ที่จะไม่ได้ทำงานที่สอง ซึ่งแม้แต่ในเกาหลีก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ขณะนี้
เคยมีเพื่อนรุ่นพี่ได้ปลูกความคิดไว้ให้ว่า คือ หากต้องการจะหลุดพ้นจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและต้องเปลี่ยนก่อนจะหมดไฟ “หากเกิน 40 ปีไปแล้วยังไม่สำเร็จอะไรสักอย่างก็จงอยู่กินเงินเดือนต่อไปเถอะ” อืม...สภาพสังคมสูงวัยในปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าความคิดนี้ใช้ไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อมีผู้บริโภคสูงวัยเต็มเมือง ใครเล่าจะเข้าใจผู้สูงอายุได้เท่ากับผู้สูงอายุด้วยกันเอง ดังนั้น พี่ๆ ที่ใกล้เกษียณอย่าเพิ่งนึกถึงชีวิตที่เงียบเหงาและไร้ความสำคัญนะคะ ชีวิตช่วงที่สองที่มีความหมายในแง่การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ หรือแม้แต่สร้างสินค้าและบริการสำหรับเพื่อน สว. กำลังมาถึงค่ะ...







