
เยนอ่อนกระทบเอเชียแค่วงจำกัดหนำซ้ำหลายชาติยังได้ประโยชน์
นักวิเคราะห์ ต่างชาติชี้เงินเยนอ่อนค่ามีผลกระทบแค่ในวงจำกัดต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ในเอเชีย
นักวิเคราะห์ ต่างชาติชี้เงินเยนอ่อนค่ามีผลกระทบแค่ในวงจำกัดต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ในเอเชีย
หลังจากที่หลายประเทศแสดงความวิตกกังวลต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ฉุดให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง และทำให้ค่าเงินของหลายชาติแข็งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2013 ที่ผ่านมานั้น แต่ทว่าจากผลวิจัยในหลายสำนักชี้ว่าผลกระทบดังกล่าวจะมีอยู่ในวงจำกัด อีกทั้งบางประเทศยังจะได้รับผลกระโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยนอีกด้วย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ค่าเงินเยนได้อ่อนตัวลงมาอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 13% นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ได้เริ่มการกดดันและเรียกร้องให้ธนาคารญี่ปุ่นออกมาตรการผ่อนปรนทางการเงินมากขึ้น พร้อมๆ กับที่รัฐบาลกรุงโตเกียวได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ออกมาในช่วงต้นเดือน ม.ค.
โดยในช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมานั้น ค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลงแตะระดับ 30 เดือน ที่ 90.1 เยนต่อ 1 เหรียญสหรัฐทีเดียว ภายใต้วัตถุประสงค์ของการกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงเพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดในประเทศญี่ปุ่น
ฝ่ายวิจัยของธนาคารซีไอเอ็มบีจากมาเลเซีย ได้เปิดเผยผลการวิจัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การอ่อนค่าของเงินเยนนั้นจะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อหลายประเทศเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีปริมาณการนำเข้าเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านการคมนาคม ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์อื่นๆ จากญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้สินค้าเหล่านี้มีราคาถูกลงเมื่อเงินเยนอ่อนตัว
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยชี้ว่าการอ่อนค่าของเงินเยนอาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบเช่นกันในระยะสั้น เนื่องจากการลงทุนจากญี่ปุ่นในประเทศเหล่านี้อาจจะชะลอตัวลงเนื่องจากการลงทุนนอกญี่ปุ่นจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยของซีไอเอ็มบี ระบุด้วยว่า หากค่าเงินเยนอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงเกิยไปที่ประมาณ 20-30% นั้นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะช็อกในเศรษฐกิจเอเชียขึ้น โดยเฉพาะต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นทั้งคู่ค้าและผู้ลงทุนรายใหญ่ในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งถ้าหากค่าเงินเยนอ่อนตัวรุนแรงเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นในภาคการเงินของภูมิภาคนี้ เนื่องจากพลังงานซื้อจากญี่ปุ่นจะลดลง และการลงทุนในภูมิภาคนี้จากญี่ปุ่นก็จะลดลงตามไป
กระนั้นก็ตาม ทางด้านฝ่ายวิจัยของธนาคารโนมูระกลับโต้แย้งว่า ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียจากการอ่อนค่าของเงินเยนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนัก
โนมูระ ให้เหตุผลว่า เนื่องจากการคาดการณ์ที่ระบุว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013 นี้ จะมีปริมาณเงินทุนไหลเข้าสู่เอเชียอย่างมาก ขณะที่ความสำคัญของการเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกับหลายชาติเอเชียนั้นถูกลดความสำคัญลงมาเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ดังนั้นการอ่อนค่าของเงินเยนจึงไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียสะดุดลง
โนมูระ ชี้ด้วยว่า ปัจจัยจากนโยบายทางการเงิน และความเคลื่อนไหวของสกุลเงินหยวนของจีนน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียมากกว่า เนื่องจากในปัจจุบันจีนมีบทบาทผู้นำในด้านการค้าระหว่างภูมิภาคไปแล้ว
ขณะเดียวกันทางด้านนักวิเคราะห์ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งทางการค้าสำคัญของญี่ปุ่นเริ่มแสดงความวิตกกังวลต่อการแข็งค่าของเงินวอน อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2012 ค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นมาโดยรวม 27% และนับตั้งแต่ต้นปี 2013 ที่ผ่านมา ค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 8.6% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 17 เดือน เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ 1,054.49 วอนต่อเหรียญสหรัฐ
แนวโน้มดังกล่าวกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจเกาหลีใต้กว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าที่เป็นคู่แข่งกับสินค้าญี่ปุ่นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อุตสาหกรรมการต่อเรือ และเหล็ก
ชินฮยูนซู นักวิเคราะห์จากสถาบันเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรมและการค้าของเกาหลีใต้ ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากค่าเงินเยนอ่อนตัวนั้นจะมีผลในวงจำกัดต่อสินค้าประเภทไอที เนื่องจากสินค้าของเกาหลีใต้นำห่างสินค้าญี่ปุ่นอยู่หลายช่วงตัว แต่ทว่าสำหรับสินค้าประเภทยานยนต์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และเหล็ก นั้นจะเจอกับงานหนักนับจากนี้ไป เนื่องจากค่าเงินมีผลกระทบต่อสินค้าประเภทเหล่านี้มาก
ทั้งนี้ บริษัท ฮุนได มอเตอร์ ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่อันดับ 5 ของโลก ระบุว่า ยอดขายในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้วลดลงไปเกือบ 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 11% ขณะที่เกียร์ บริษัทยานยนต์ในเครือฮุนได มอเตอร์ ยอมรับว่า ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลกำไรประกอบการของบริษัทในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วลดลงถึง 51% ทีเดียว







