
มังกรในม่านหมอก (พิษ) สัญญาณเตือนก่อนหายนะจะมาเยือน
กลายเป็นภาพเจนตาของชาวจีนตามเมืองใหญ่ เช่น กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว
กลายเป็นภาพเจนตาของชาวจีนตามเมืองใหญ่ เช่น กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลายเป็นภาพเจนตาของชาวจีนตามเมืองใหญ่ เช่น กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว และผู้ที่คอยติดตามข่าวสารความเป็นไปของโลกอยู่ในขณะนี้เสียแล้ว สำหรับการที่อาตี๋อาหมวยตามท้องถนนต้องใส่ผ้าปิดปาก สวมแว่นตา และแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันหมอกพิษที่แผ่ปกคลุมทั่วเมือง
และแม้จะเป็นปัญหาควันพิษที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีของทุกปี ทว่าปีนี้ปัญหาดังกล่าวกลับรุนแรงหนักจนถึงขั้นที่รัฐบาลท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบต้องงัดสารพัดมาตรการออกมาใช้เพื่อป้องกันสวัสดิภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างสุดความสามารถ
ไล่เรียงตั้งแต่การจำกัดโควตารถเข้าออกท้องถนนสายหลักในเมืองในชั่วโมงเร่งด่วน การเพิ่มภาษีรถยนต์ การลดจำนวนพาหนะของข้าราชการ กระทั่งการประกาศภาวะฉุกเฉินห้ามประชาชนออกนอกบ้านหากไม่มีธุระจำเป็น
ทั้งนี้ แม้มาตรการทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นวิธีการที่บรรดานักอนุรักษ์เห็นตรงกันว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ เลย แต่กระนั้นนักอนุรักษ์ส่วนใหญ่กลับกล่าวว่า โชคดีแล้วที่ปัญหาหมอกพิษรุนแรงขึ้นเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เพราะหมายความว่า สิ่งที่นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม หรือกระทั่งนักเศรษฐศาสตร์พร่ำเตือนมาตลอดถึงปัจจัยคุกคามจากหายนะของสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นที่ตระหนักอย่างชัดแจ้งในหมู่ประชาชนชาวจีนขณะนี้
และเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลผู้นำประเทศได้ตระหนักและหาทางแก้ไขก่อนที่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นวิกฤตหายนะเกินเยียวยาที่สร้างบาดแผลให้ประชาชนจนลุกฮือต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนในที่สุด
ทั้งนี้ หากอาศัยตัวเลขเป็นข้อมูลในการตัดสิน ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศจีนแห่งนี้อยู่ในขั้นที่น่าจะเรียกได้ว่าเลวร้ายจนเกินกว่าจะมัวแต่ตกอกตกใจได้อีกต่อไป
หลักฐานยืนยันก็คือบรรดารายงานจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศที่บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สิ่งแวดล้อมของจีนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการกระทำของมนุษย์
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เคยคาดการณ์ไว้ในรายงานประจำปี 2550 ว่า ปัญหามลพิษจะส่งผลกระเทือนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หนึ่งในดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนถึง 5.8% โดยมีสาเหตุมาจากการตายก่อนวัยอันควรของประชากร ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลสูงขึ้น และความเสียหายจากด้านวัตถุอื่นๆ โดยลำพังแค่มลพิษทางอากาศก็คร่าชีวิตชาวจีนราว 7 แสนคนต่อปี
ด้านผลการศึกษาของสถาบันเอ็มไอที ในสหรัฐ ประจำปี 2555 ระบุว่า ปัญหามลพิษทางอากาศในปี 2548 มีผลต่อเศรษฐกิจแดนมังกรสูงถึง 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.36 ล้านล้านบาท) เนื่องจากต้องสูญเสียแรงงาน พร้อมกับแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งคำนวณโดยคร่าวๆ แล้ว จำนวนเงินดังกล่าวสูงขึ้น 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2518
ขณะที่รายงานขององค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร (เอ็นจีโอ) เมื่อปี 2553 ระบุว่า เชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศเป็นสาเหตุให้ประชากรจีนใน 4 เมืองใหญ่คือ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และซีอาน ราว 8,600 คน ตายก่อนวัยอันควร
ขณะเดียวกัน รองรัฐมนตรีจีนด้านปกป้องสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คุณภาพน้ำภายในอ่าวตามชายฝั่งของประเทศ จำนวน 5 แห่ง จากทั้งหมด 9 แห่ง อยู่ในสภาพเลวร้ายที่สุด ส่วนการติดตามศึกษาของสถานีวัดคุณภาพน้ำใน 10 ลุ่มแม่น้ำหลัก ผลปรากฏว่า 40% ของน้ำมีการปนเปื้อนสารพิษเรียบร้อยแล้ว ขณะที่55% ของแหล่งน้ำใต้ดินใน 200 เมืองทั่วประเทศ มีการปนเปื้อนเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ชาวจีนในชนบทราว 300 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการบริโภคได้
นอกจากนี้ จีนยังต้องเผชิญหน้ากับมลพิษปนเปื้อนในดินซึ่งสะเทือนต่อห่วงโซ่อาหาร โดยผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในช่วงทศวรรษที่ 1990 ระบุชัดว่า พื้นที่เพาะปลูกราว 10% ของจีนมีการปนเปื้อนโลหะหนัก
ทั้งนี้ แม้ผลการศึกษาดินข้างต้นจะทำให้ภาครัฐตัดสินใจเริ่มศึกษาสำรวจปัญหามลพิษทางดินทั่วประเทศอย่างจริงจังในปี 2549 แต่จนแล้วจนรอด รัฐบาลจีนกลับไม่เคยเปิดเผยผลการศึกษาดังกล่าวสักครั้งเดียว จนบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับผลการค้นพบที่รุนแรงเกินไปจนเป็นอันตรายสำหรับรัฐบาลที่จะรายงานออกมา
เรียกได้ว่า จากข้อมูลทั้งหมดล้วนบ่งชี้ได้ว่าจีนกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ
แต่ทว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนแห่งพรรคคอมมิวนิสต์กลับไม่ลงมือทำสิ่งใด หรือทำเพียงแค่ผิวเผินเล็กน้อยเท่านั้น ยืนยันได้จากสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของจีนในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง เทียนจิน ฉือเจียจวง เหอหนาน และชานตง โดย 4 เมืองแรกหนักหน่วงถึงขั้นที่สื่อมวลชนให้สมญานามว่าเป็น “สุสานมลพิษ” เลยทีเดียว
หมินซิน เพ่ย ศาสตราจารย์วิทยาลัยแคลร์มงต์ แมคเคนนา กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้สิ่งแวดล้อมจีนเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วก็คือการละเลยไม่ใส่ใจของรัฐบาล แถมยังมุ่งใส่ใจกับอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้พลังงานมหาศาล และอาศัยถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักของประเทศถึง 70% แทน ซึ่งแม้จะทำให้จีนเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพียงใด แต่ก็เป็นการเติบโตที่น่าหวั่นใจ เนื่องจากขาดความยั่งยืน และเปรียบเสมือนคำสั่งประหารชีวิตประเทศจีนทั้งประเทศมากกว่า
เพราะการเร่งพัฒนา เร่งสร้าง เร่งวางรากฐานผลักดันเศรษฐกิจประเทศจนสามารถผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในปัจจุบัน รัฐบาลจีนกลับละเลยที่จะยกระดับมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ปรับนโยบายด้านเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มการลงทุนในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
ทั้งนี้ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลกมั่นใจว่า หากรัฐบาลจีนหันมาปรับปรุงแก้ไขโรงงานไฟฟ้าถ่านหินด้วยการเสริมเทคโนโลยีควบคุมมลพิษจะช่วยลดปริมาณการปล่อยละอองอันตรายออกมาสู่อากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ หากนำมาตรฐานพลังงานสะอาดมาใช้สำหรับรถยนต์และยานพาหนะอื่นๆ ซึ่งเป็นตัวปล่อยมลพิษหลักตามเมืองใหญ่ โดยนักวิชาการแทบทั้งหมดชี้ว่า น้ำมันเบนซินและดีเซลที่จีนใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีสารซัลเฟอร์ในปริมาณที่มากกว่าน้ำมันประเภทเดียวกันที่ใช้ในโลกตะวันตก
ยิ่งไปกว่านั้น จีนจะสามารถสร้างกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ขยายวงกว้างออกไปได้ หากรัฐบาลจะบังคับใช้กฎข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมน่าปวดหัวทุกวันนี้ของจีน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฝีมือของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือบรรดาบริษัทจีนที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตของตนเอง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่สมควรจะต้องทำเลยแม้แต่น้อย
ทั้งนี้ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเห็นพ้องต้องกันว่า จีนจำเป็นต้องเปลี่ยนระบบนโยบายด้านเศรษฐกิจของตนเองจากเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานและอุตสาหกรรมถลุงเหล็กไปเป็นเศรษฐกิจที่มุ่งประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมด้านการบริการให้มากขึ้น
ทุกวันนี้จีนเดินหน้าถลุงแร่ผลิตเหล็กมากกว่า 720 ล้านตันต่อปี หรือราว 46% ของเหล็กทั่วโลก ขณะที่มีการผลิตพลังงานไฟฟ้าถ่านหินพร้อมๆ กับการปล่อยมลพิษมากกว่าหลายร้อยล้านตัน โดยปริมาณมหาศาลดังกล่าวล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองบรรดาอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่ก้าวเข้ามามีความสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญคืออุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ซึ่งโตวันโตคืนจนเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ โดยรถยนต์ตามท้องถนนทั่วประเทศจีนขณะนี้ทุบสถิติทะลุ 240 ล้านคน เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมต่างเห็นตรงกันว่า การลดทอนสัดส่วนอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลในกระบวนการผลิตลงจะช่วยพัฒนามาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่า ในระยะแรกจีนอาจต้องเผชิญหน้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง เช่น การปิดโรงงานและการเลิกจ้างงาน แต่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้จีนหันมาเน้นการพึ่งพาแรงงานและอุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น เช่น การดูแลรักษาพยาบาล การท่องเที่ยว และงานบริการที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ จีนยังจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในด้านสิ่งแวดล้อมของตนเอง โดยทุกวันนี้รัฐบาลใช้เงินเพียง 9.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 2.73 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.3% ของจีดีพีประเทศในการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เป็นปริมาณเงินที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่ายังคงห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ และเพื่อให้ชดเชยกับผลความเสียหายจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในอดีตที่ผ่านมาซึ่งน้อยเกินไป ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมั่นว่า จีนจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณราว 2-4% ของจีดีพีประเทศจึงจะถือได้ว่าเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่า แนวนโยบายในการปรับปรุงพัฒนาสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศซึ่งกำลังย่ำแย่ ทั้ง 1) การยกระดับบังคับใช้กฎให้ได้ตามมาตรฐานสากล 2) การเปลี่ยนแนวนโยบายอุตสาหกรรม และ 3) การเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม จะไม่เกิดผลสร้างความแตกต่างใดๆ เลย จนกว่ารัฐบาลจีนผู้ปกครองประเทศจะกระตือรือร้นเตรียมพร้อมให้มากขึ้น มีความโปร่งใสมากขึ้น และเปิดทางให้สื่อมวลชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัวของตนเอง
กระนั้น แม้จะรู้ทั้งรู้ แต่ภาครัฐก็ยังคงขาดความโปร่งใสเมื่อต้องรับมือกับปัญหามลพิษ เห็นได้จากการที่รัฐบาลท้องถิ่นพยายามปิดบังข้อมูลผลกระทบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ และมักจะล้มเหลวในการเตือนประชาชนกรณีที่มีสารพิษรั่วไหลอยู่เสมอ เช่นเดียวกันกับรัฐบาลส่วนกลางในกรุงปักกิ่งที่ไม่ค่อยจะสะดวกใจเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมโดยมองว่าเห็นข้อมูลอ่อนไหวที่มีผลต่อทางการเมือง
นักวิเคราะห์หลายสำนักสรุปตรงกันว่าเมื่อไม่มีทั้งความโปร่งใสและความตรงไปตรงมา รัฐบาลจีนย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการเมืองและศรัทธาความเชื่อมั่นของประชาชนได้ไม่ยาก
และทางเดียวที่จะหลีกหนีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นก็คือการเดินหน้าเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทัศนคติและแนวทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของตนเอง
แน่นอนว่า สิ่งที่ผู้นำจีนจำเป็นต้องทำก็คือการนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด โดยแสดงให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง และใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ หรือกระทั่ง อาหาร
ทว่า คำถามก็คือ รัฐบาลพรรคเดียวของจีนพร้อมที่จะลงมือจริงจัง เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ และความอยู่รอดของตัวรัฐบาลเองมากน้อยแค่ไหน







