
วิกฤตยุโรป-มะกันเสี่ยง ดันเฟดลุยซื้อบอนด์ทะลุ42ล้านล.
เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวร้ายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายหลัง คริสตินลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวร้ายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายหลัง คริสตินลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวร้ายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายหลัง คริสตินลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนในระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิกฟอรัม (ดับเบิลยู อี เอฟ) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2556 ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยการเติบโตของแต่ละประเทศนั้นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าอย่างมาก ดังนั้น บรรดาผู้นำโลกไม่ควรประมาทและคลายความกังวลมากเกินไปในปีนี้
นอกจากนี้ ลาการ์ด ยังแนะอีกว่าบรรดาประเทศต่างๆ ควรเดินหน้าสานต่อนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่องในปีนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ
สอดคล้องกับความเห็นของแองเจล เกอร์เรีย เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเตือนว่าหลายประเทศได้งัดมาตรการด้านการเงินและการคลังออกมาใช้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ในปีนี้โลกจึงเหลือกลไกไม่มากนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ นอกจากประเด็นเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรป และปัญหาหน้าผาการคลังสหรัฐจะเป็นวาระหลักในการประชุมครั้งนี้แล้ว ที่ประชุมยังมีการหารือถึงประเด็นการผ่อนนโยบายการเงินลงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าอาจจุดชนวนสงครามค่าเงิน ตลอดจนประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
แนวโน้มคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟครั้งนี้ นับว่าสอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจล่าสุดของทั้งกลุ่มประเทศยูโรโซนและสหรัฐ ที่ยังคงอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง
ไล่เรียงกันตั้งแต่สถานการณ์ในยูโรโซน ที่แม้ว่าอัตราว่างงานในกลุ่มยูโรโซนในเดือน ธ.ค. ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 11.7% จาก 11.8% ในเดือนก่อนหน้า แต่ทว่าระดับอัตราว่างงานดังกล่าวยังคงเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติครั้งแรกเมื่อปี 2538 ขณะที่จำนวนคนตกงานยังคงสูงถึงเกือบ 19 ล้านคน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของมาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดที่มีต่อสังคมในหลายประเทศยุโรป
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่า แม้หลายชาติยุโรปจะออกมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแก้ปัญหาหนี้ ทว่า มาตรการเหล่านี้กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคม รวมทั้งฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ด้านอิตาลีและกรีซ คือ สองชาติยูโรโซนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากมาตรการรัดเข็มขัด โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา อัตราว่างงานในแดนกระทิงดุพุ่งแตะ 26.02% หรือคิดเป็นจำนวนคนตกงานมากถึง 6 ล้านคน เช่นเดียวกับกรีซที่อัตราว่างงานพุ่งสู่ระดับ 26.8%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในยูโรโซนนั้น อัตราว่างงานในประเทศยังคงที่ระดับ 6.9% เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ทว่า นักวิเคราะห์เตือนว่า เศรษฐกิจเมืองเบียร์กำลังชะลอตัวลงเช่นกัน ซึ่งจะฉุดสถานการณ์ว่างงานในชาติอื่นๆ ให้ยิ่งแย่ลง
เช่นเดียวกับในสหรัฐ ที่สภาพเศรษฐกิจยังคงซบเซา เห็นได้จากการเปิดเผยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 4 เมื่อปี 2555 หดตัวลง 0.1% ซึ่งนับเป็นการหดตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปี 2552 ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐทั้งปีโต 2.2%
แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ชะลอตัวลงครั้งล่าสุด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตัดลดงบประมาณด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2515 ลงถึง 22% และภาคธุรกิจ ที่ปรับลดการลงทุนลง เนื่องจากวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะหน้าผาการคลังเมื่อปลายปีที่แล้ว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ นับเป็นเหตุให้ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ 00.25% ต่อเนื่องไปอีก พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้ามาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบ 3 ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรวมมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเช่นกัน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงชะลอตัว
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า มูลค่าพันธบัตรที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเข้าซื้อภายใต้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 นั้นจะพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42 ล้านล้านบาท) ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายคาดว่าเฟดจะสิ้นสุดโครงการ
ทั้งนี้ ภายใต้มาตรการคิวอี 3 ธนาคารกลางสหรัฐจะเข้าซื้อพันธบัตรที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าอีก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน โดยเบอร์แนนคีประกาศว่าจะยุติโครงการคิวอีก็ต่อเมื่อตลาดงานในประเทศฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน ซึ่งเตือนว่าการเข้าซื้อพันธบัตรมูลค่ามหาศาลเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ขณะที่กว่า 57% ของนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะไม่สามารถกระตุ้นการจ้างงานได้
นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมเอฟโอเอ็มซีครั้งล่าสุด คณะกรรมการเฟดยังเสียงแตกเรื่องกรอบเวลาการใช้คิวอี 3 โดยบางส่วนเรียกร้องให้มีการยุติโครงการในช่วงกลางปีนี้ โดยอ้างว่าการเข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมากในช่วงระยะเวลานานจะยิ่งทำให้ธนาคารกลางยกเลิกโครงการยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจทางฟากฝั่งยุโรปและสหรัฐ นับว่าสวนทางกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียโดยสิ้นเชิง
พิสูจน์ได้จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และไต้หวัน เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเอเชียในฐานะกลไกหลักขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการชะลอตัวของบรรดาชาติตะวันตก
ไม่ว่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ซึ่งผลสำรวจของบลูมเบิร์กยกให้เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดในปีนี้ และปีหน้า ขยายตัว 6.8% ไต้หวันขยายตัว 3.42% ขณะที่อัตราว่างงานสิงคโปร์ลดสู่ระดับ 1.8% จากเดิม 1.9% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี
สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในจีนที่ในปัจจุบันฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากรายงานดัชนีพีเอ็มไอเดือนล่าสุดนี้ขยายตัวได้ 50.4 จุด จาก 50.6 จุด ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารเอชเอสบีซี ก็เปิดเผยดัชนีพีเอ็มไอจีนเช่นกันว่า ขยายตัวได้ 52.3 จุด จาก 51.5 จุด ในเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการผลิตจีนในครั้งนี้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จีนอาจไม่โหมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก เนื่องจากกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจตามมา







