posttoday
วิกฤตยุโรป-มะกันเสี่ยง ดันเฟดลุยซื้อบอนด์ทะลุ42ล้านล.

วิกฤตยุโรป-มะกันเสี่ยง ดันเฟดลุยซื้อบอนด์ทะลุ42ล้านล.

03 กุมภาพันธ์ 2556

เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวร้ายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายหลัง คริสตินลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวร้ายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายหลัง คริสตินลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เริ่มต้นรอบสัปดาห์ด้วยข่าวร้ายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายหลัง คริสตินลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนในระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิกฟอรัม (ดับเบิลยู อี เอฟ) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2556 ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยการเติบโตของแต่ละประเทศนั้นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าอย่างมาก ดังนั้น บรรดาผู้นำโลกไม่ควรประมาทและคลายความกังวลมากเกินไปในปีนี้

นอกจากนี้ ลาการ์ด ยังแนะอีกว่าบรรดาประเทศต่างๆ ควรเดินหน้าสานต่อนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่องในปีนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ

สอดคล้องกับความเห็นของแองเจล เกอร์เรีย เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเตือนว่าหลายประเทศได้งัดมาตรการด้านการเงินและการคลังออกมาใช้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ในปีนี้โลกจึงเหลือกลไกไม่มากนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นอกจากประเด็นเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรป และปัญหาหน้าผาการคลังสหรัฐจะเป็นวาระหลักในการประชุมครั้งนี้แล้ว ที่ประชุมยังมีการหารือถึงประเด็นการผ่อนนโยบายการเงินลงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าอาจจุดชนวนสงครามค่าเงิน ตลอดจนประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน

แนวโน้มคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟครั้งนี้ นับว่าสอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจล่าสุดของทั้งกลุ่มประเทศยูโรโซนและสหรัฐ ที่ยังคงอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง

วิกฤตยุโรป-มะกันเสี่ยง ดันเฟดลุยซื้อบอนด์ทะลุ42ล้านล.

 

ไล่เรียงกันตั้งแต่สถานการณ์ในยูโรโซน ที่แม้ว่าอัตราว่างงานในกลุ่มยูโรโซนในเดือน ธ.ค. ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 11.7% จาก 11.8% ในเดือนก่อนหน้า แต่ทว่าระดับอัตราว่างงานดังกล่าวยังคงเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติครั้งแรกเมื่อปี 2538 ขณะที่จำนวนคนตกงานยังคงสูงถึงเกือบ 19 ล้านคน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของมาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดที่มีต่อสังคมในหลายประเทศยุโรป

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่า แม้หลายชาติยุโรปจะออกมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแก้ปัญหาหนี้ ทว่า มาตรการเหล่านี้กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคม รวมทั้งฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ด้านอิตาลีและกรีซ คือ สองชาติยูโรโซนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากมาตรการรัดเข็มขัด โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา อัตราว่างงานในแดนกระทิงดุพุ่งแตะ 26.02% หรือคิดเป็นจำนวนคนตกงานมากถึง 6 ล้านคน เช่นเดียวกับกรีซที่อัตราว่างงานพุ่งสู่ระดับ 26.8%

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดในยูโรโซนนั้น อัตราว่างงานในประเทศยังคงที่ระดับ 6.9% เป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ทว่า นักวิเคราะห์เตือนว่า เศรษฐกิจเมืองเบียร์กำลังชะลอตัวลงเช่นกัน ซึ่งจะฉุดสถานการณ์ว่างงานในชาติอื่นๆ ให้ยิ่งแย่ลง

เช่นเดียวกับในสหรัฐ ที่สภาพเศรษฐกิจยังคงซบเซา เห็นได้จากการเปิดเผยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 4 เมื่อปี 2555 หดตัวลง 0.1% ซึ่งนับเป็นการหดตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปี 2552 ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐทั้งปีโต 2.2%

แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ชะลอตัวลงครั้งล่าสุด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตัดลดงบประมาณด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2515 ลงถึง 22% และภาคธุรกิจ ที่ปรับลดการลงทุนลง เนื่องจากวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะหน้าผาการคลังเมื่อปลายปีที่แล้ว

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ นับเป็นเหตุให้ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ 00.25% ต่อเนื่องไปอีก พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้ามาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบ 3 ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรวมมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเช่นกัน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงชะลอตัว

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า มูลค่าพันธบัตรที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเข้าซื้อภายใต้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 นั้นจะพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42 ล้านล้านบาท) ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายฝ่ายคาดว่าเฟดจะสิ้นสุดโครงการ

ทั้งนี้ ภายใต้มาตรการคิวอี 3 ธนาคารกลางสหรัฐจะเข้าซื้อพันธบัตรที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลมูลค่าอีก 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน โดยเบอร์แนนคีประกาศว่าจะยุติโครงการคิวอีก็ต่อเมื่อตลาดงานในประเทศฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน ซึ่งเตือนว่าการเข้าซื้อพันธบัตรมูลค่ามหาศาลเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ขณะที่กว่า 57% ของนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะไม่สามารถกระตุ้นการจ้างงานได้

นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมเอฟโอเอ็มซีครั้งล่าสุด คณะกรรมการเฟดยังเสียงแตกเรื่องกรอบเวลาการใช้คิวอี 3 โดยบางส่วนเรียกร้องให้มีการยุติโครงการในช่วงกลางปีนี้ โดยอ้างว่าการเข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมากในช่วงระยะเวลานานจะยิ่งทำให้ธนาคารกลางยกเลิกโครงการยากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจทางฟากฝั่งยุโรปและสหรัฐ นับว่าสวนทางกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียโดยสิ้นเชิง

พิสูจน์ได้จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และไต้หวัน เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเอเชียในฐานะกลไกหลักขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการชะลอตัวของบรรดาชาติตะวันตก

ไม่ว่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ซึ่งผลสำรวจของบลูมเบิร์กยกให้เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดในปีนี้ และปีหน้า ขยายตัว 6.8% ไต้หวันขยายตัว 3.42% ขณะที่อัตราว่างงานสิงคโปร์ลดสู่ระดับ 1.8% จากเดิม 1.9% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี

สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในจีนที่ในปัจจุบันฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากรายงานดัชนีพีเอ็มไอเดือนล่าสุดนี้ขยายตัวได้ 50.4 จุด จาก 50.6 จุด ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารเอชเอสบีซี ก็เปิดเผยดัชนีพีเอ็มไอจีนเช่นกันว่า ขยายตัวได้ 52.3 จุด จาก 51.5 จุด ในเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการผลิตจีนในครั้งนี้ ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า จีนอาจไม่โหมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก เนื่องจากกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจตามมา

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง