
รักน้องต้องตีทะเบียน
สัปดาห์ที่แล้ว เราได้รู้จักสุนัขพื้นเมืองที่แสนจะน่ารัก ฉลาด จมูกไวของเกาหลีพันธุ์ “ซับซาล ”
สัปดาห์ที่แล้ว เราได้รู้จักสุนัขพื้นเมืองที่แสนจะน่ารัก ฉลาด จมูกไวของเกาหลีพันธุ์ “ซับซาล ”
ไปแล้วนะคะ เพื่อนสี่ขาพันธุ์นี้ถูกฝึกให้เป็นสุนัขดมปลวก ให้แก่กรมทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเกาหลี เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากปลวกกัดกินเนื้อไม้ของอาคารอนุรักษ์และโบราณสถานที่มีโครงสร้างเป็นไม้เนื้ออ่อน ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะที่ปลวกทั้งหลายอยากจะจัดปาร์ตี้ล้อมวงกันทุกค่ำคืน ... อีกเพียงแค่ 2 ปี ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (บวก 3 คือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น) จะเกิดการเคลื่อนย้ายทั้งทุน-สินค้า-บริการ และแรงงานครั้งใหญ่ ใครๆ พากันกังวลว่าคนต่างชาติจะเข้ามาแย่งงานคนไทยไปหมดหากเราไม่ปรับตัว ถ้าเกาหลีเอา “ซับซาลแก” (แก แปลว่า สุนัข) มารับจ๊อบหาปลวกในเมืองไทย คงจะแย่งงานทั้งคนทั้งสุนัขไทยไปแน่ๆ ...เห็นควรจะต้องพัฒนาสุนัขไทยให้มีความชำนาญงานด้านใดด้านหนึ่งซะแล้วค่ะ (ฮ่าๆ)
“ซับซาลแก” เกือบสูญพันธุ์ในช่วงที่ปกครองโดยญี่ปุ่น เพราะถูกฆ่าไปหลายแสนตัวเพื่อเอาขนยาวนุ่มไปบุด้านในชุดทหาร จนกระทั่ง 40 ปีก่อน อาจารย์ “มหาวิทยาลัยแห่งชาติคยองบุ๊ก” 2 ท่าน ได้พยายามรวบรวม “ซับซาลแก” ที่หลงเหลือจากทั่วประเทศมาได้เพียง 30 ตัว จึงทำการขยายพันธุ์และสร้างเครือข่ายสมาชิกสมาคมอนุรักษ์ซับซาลแก ที่รับเจ้าสี่ขาไปดูแล จนปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นมามากกว่า 3,000 ตัว นอกจากนี้สมาคมยังเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติรับไปดูแลด้วยนะคะ ผู้อ่านที่เป็นนักเลี้ยงสัตว์และมีใจรักษ์สามารถเข้าไปอ่านเงื่อนไขและดาวน์โหลดแบบฟอร์มขอรับไปเลี้ยงได้ที่ http://eng.sapsaree.org
มีหลายข้อจำกัดที่คนเกาหลีแม้อยากจะเลี้ยงสุนัขก็เลี้ยงไม่ได้ เฉพาะในกรุงโซลแต่ละปีจะมีสุนัขที่ถูกเจ้าของทิ้งให้กลายเป็นปัญหาของเมืองถึง 5 หมื่นตัว และทำให้ต้องจ่ายงบประมาณถึง 8,700 ล้านวอน (ราว 240 ล้านบาท) ต่อปี ในการเลี้ยงดูสุนัขเหล่านี้ที่ศูนย์พักสุนัขของกรุงโซล สาเหตุหลักที่ทำให้เจ้าของทิ้งเพื่อนเหล่านี้ไป มี 3 สาเหตุ คือ “ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แสนแพงให้แก่น้องหมาต่อไปได้” หากย้อนไปดูสภาพแวดล้อมจะพบว่าที่พักอาศัยของชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนต์ เพราะที่ดินในเกาหลีแพงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนธรรมดาจะซื้อที่ดินเพื่อพักอาศัยได้ และการเลี้ยงสุนัขในอพาร์ตเมนต์ทำให้สุขภาพของเพื่อนสี่ขาย่ำแย่ ดังนั้นค่ารักษาพยาบาลจึงต้องตามมาแน่นอน ... สอง คือ “กฎระเบียบของอพาร์ตเมนต์ที่ห้ามไม่ให้เลี้ยงสุนัขในที่พักอาศัย” หรือเลี้ยงได้เฉพาะขนาดเล็ก หากห้องพักพื้นที่แคบคงไม่สามารถเลี้ยงซับซาลแกได้ เมื่อสุนัขโตขึ้นก็ต้องทิ้งมันไป สาเหตุสุดท้ายที่น่าตกใจต่อจิตสำนึกและสังคมที่มีเมตตา คือ พ่อแม่อนุญาตให้ลูกเลี้ยง “แต่เมื่อมันแก่ตัวลงไม่น่ารัก น่าสนใจอีกต่อไป เด็กๆ จึงทิ้งมันเสีย”...
ด้วยเหตุนี้ ที่ว่าการกรุงโซลจึงออกกฎหมายให้เจ้าของสุนัขที่พักอาศัยในกรุงโซล “ต้องขึ้นทะเบียนสุนัขที่มีอายุเกินกว่า 3 เดือนทุกตัวไม่มีเว้น” ตั้งแต่ปี 2013 นี้เป็นต้นไป หากไม่ขึ้นทะเบียนเจ้าของจะต้องถูกปรับเป็นเงินถึง 1 ล้านวอน (ราว 2.8 หมื่นบาท) ต่อตัว...
ตอนขึ้นทะเบียน เจ้าของสามารถเลือกได้ว่าจะใช้วิธีใดในการระบุตัวตนของน้องหมา เช่น จะฝังชิป RFID ที่มีข้อมูลสุนัข เจ้าของและที่อยู่ลงในตัวสุนัขเลย (ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียน 560 บาท) วิธีนี้จะทำให้ติดตามสุนัขที่หายไปได้ง่ายมาก เพราะสามารถสแกนหาชิปได้ (ยกเว้นน้องหมากลายเป็นอาหารเสริมลงท้องใครไปแล้วชาวเกาหลีบางกลุ่มยังคงรับประทานเนื้อสุนัขเป็นยาเสริมสมรรถภาพ) หรือจะใส่ปลอกคออิเล็กทรอนิกส์ที่มีข้อมูลเหมือนกัน (420 บาท) หรือจะใส่ปลอกคอธรรมดา (280 บาท) ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนก็ทำได้สะดวกมากที่คลินิกสัตว์ใดก็ได้ในเขตบ้านตัวเอง ไม่ต้องเสี่ยงต่อการเอาเงินรัฐมาละลายให้ผู้รับเหมา หรือนายหน้าไป (เหมือนที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ นี้ ชอบทำกันเหลือเกิน) ... สำหรับสุนัขนำทางผู้พิการและผู้ป่วยลดค่าธรรมเนียมให้ครึ่งหนึ่งหรือทั้งหมด ... เป้าหมายของกรุงโซลคือลดจำนวนสุนัขจรจัด ลดงบประมาณ และข้อสำคัญ คือ การสร้างจิตสำนึกให้แก่เจ้าของสุนัขตั้งแต่เมื่อเริ่มต้นเลี้ยง ว่าตัวเองมีความสามารถจะเลี้ยงสุนัขได้ไหม จะเลี้ยงไปตลอดได้ไหม ...มาตรการนี้ดูดีน่าเลียนแบบเชียวล่ะค่ะ...







