
คนต่างถิ่น
ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากเกิดในดินแดนที่ล้าหลัง ห่างไกลความเจริญ และมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก
ถ้าเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากเกิดในดินแดนที่ล้าหลัง ห่างไกลความเจริญ และมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก
เพราะอย่างนี้กระมังที่ทำให้ชาวต่างถิ่นเฮโลกันมาเผชิญชะตากรรมตามเมืองใหญ่ ด้วยหวังเหลือเกินว่าชีวิตความเป็นอยู่และฐานะของตนจะได้รับการยกระดับ มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความทันสมัยเหมือนอย่างที่คนเมืองเขาใช้กัน ได้เปิดหูเปิดตาในเมืองที่เต็มไปด้วยความศิวิไลซ์ และมีประสบการณ์ชีวิตที่แปลกใหม่
แน่นอนว่าความหวังย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ แต่บางครั้งความจริงกับความฝันก็มักจะสวนทางกัน คนต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยต้องเรียนรู้และรับมือกับท่าทีของคนเมืองใหญ่ที่ปฏิบัติต่อตนเองอย่างไม่เป็นธรรม และต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ กว่าจะมีที่ยืนในสังคม มีเพียงความอดทนและความพยายามเท่านั้นที่จะสานฝันของพวกเขาให้เป็นจริงได้
นับแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมา การเดินทางเข้ามาแสวงหาโอกาสในการทำงานของคนต่างถิ่นเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะชาวนาและคนตามเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ต่างแห่กันไปทำงานตามเมืองใหญ่ ยุคนั้น ความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ไม่ได้ดีนัก และไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตตามเมืองใหญ่ ขอเพียงมีโอกาสและเงินเดือนที่มากกว่าการทำงานในบ้านเกิด ก็สามารถสนองตอบความต้องการของพวกเขาได้แล้ว ไม่ค่อยยี่หระว่าเป็นพลเมืองระดับ 2 ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลท้องถิ่นหรือเจ้าถิ่น แต่ความคิดเช่นนี้ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามสภาพสังคมที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ความต้องการของคนต่างถิ่นผกผันตามระดับความสามารถและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
ผลการสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “คนต่างถิ่น” ของจีนมีมากถึงสองร้อยล้านคน พวกเขาเดินทางรอนแรมไปตามเมืองใหญ่ แสวงหาสถานที่ที่เหมาะกับตนเอง ถ้ามองแบบใจเป็นกลางก็ถือเป็นสิทธิที่พึงมีในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง เพราะทุกคนมีสิทธิในการตามหาความฝัน บ้างก็เดินทางมาอยู่กับคนรัก บ้างก็เดินทางมาตั้งรกราก บ้างก็ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางที่พวกเขาเลือกไว้ ย่อมไม่ใช่เพียงแค่ที่แวะพักเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่เป็นสถานที่ที่พร้อมจะใช้ชีวิตอยู่อย่างถาวร สิ่งที่พวกเขาต้องการจากเจ้าถิ่นก็คือ การยอมรับ การให้เกียรติ มิตรไมตรี ความรู้สึกปลอดภัยและความอบอุ่น ไหนๆ ก็ยอมทิ้งบ้านเกิดและไกลห่างจากครอบครัวอันเป็นที่รักมายังเมืองในฝันของพวกเขาแล้ว ก็ควรได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ความจริงช่างขมขื่น เรื่องราวที่พวกเขาพบเจอมักเป็นไปในทางตรงกันข้าม
การที่ชาวต่างถิ่นถูกเจ้าถิ่นมองว่าเป็น “คนนอก” ยากที่จะได้รับการยอมรับก็เกิดจากเหตุนานัปการ ทั้งนี้มีความแตกต่างกันไปตามความรู้สึกนึกคิดของคนในแต่ละเมือง ยกตัวอย่างเช่น ชาวปักกิ่งมักมีความภูมิใจในความเป็นเมืองหลวง พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพยากรบุคคล ทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครอง ทำให้เกิดอาการไม่ยอมรับคนต่างถิ่น แต่ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้แสดงออกผ่านการพูดหรือสีหน้าเป็นหลัก เพราะชาวปักกิ่งมักแสดงผ่านท่าทีของการรับสมัครงาน การศึกษา ทะเบียนบ้าน เป็นต้น ซึ่งชาวต่างถิ่นมักจะถูกกีดกันหรือดูแคลนจากการขาดคุณสมบัติเป็นชาวปักกิ่งเต็มร้อยนั่นเอง ขณะที่ชาวเมืองใหญ่ที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างเซี่ยงไฮ้ จะแสดงออกถึงท่าทีที่มีต่อชาวต่างถิ่นผ่านอารมณ์และจิตใจ โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่จะค่อนข้างแบ่งแยกชาวเซี่ยงไฮ้จากชาวต่างถิ่นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งในยุคที่มีการเปิดเสรีทางการค้า โอกาสในการเข้ามาแย่งงานของคนต่างถิ่นย่อมเพิ่มมากขึ้นสร้างแรงกดดันให้แก่หนุ่มสาวเซี่ยงไฮ้เป็นอย่างมาก
คำพูดติดปากที่แสดงถึงความรู้สึกนึกคิดที่ชาวปักกิ่ง “ชาวเซี่ยงไฮ้และชาวกวางตุ้งมีต่อคนต่างถิ่นอย่าง ชาวปักกิ่งมองคนต่างถิ่นว่าเป็นพลเมืองคนละระดับ ชาวเซี่ยงไฮ้มองคนต่างถิ่นว่าเป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุง ขณะที่ชาวกวางตุ้งมองคนต่างถิ่นว่าเป็นพวกแปลกแยกที่มาจากทางเหนือ” ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกเหนือกว่าทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกันของพื้นที่แห่งต่างๆ ของประเทศ
ว่ากันว่าแม้แต่คนขับรถแท็กซี่ชาวปักกิ่งยังดูถูกเลขาธิการพรรคประจำอำเภอที่ยากจน สารที่ต้องการสื่อให้เรารู้จากคำกล่าวนี้ก็คือ ความรู้สึกเป็นเลิศของชาวเมืองแผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง นานวันเข้าชาวปักกิ่งและชาวเซี่ยงไฮ้มักมองชาวต่างถิ่นด้วยสายตาที่ดูแคลน ขณะเดียวกันกลับมองชาวต่างชาติว่าเป็นอะไรที่ทันสมัย อยากที่จะรู้จักและใกล้ชิด จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นชาวปักกิ่งและชาวเซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญกับชาวต่างชาติมากกว่าชาวต่างถิ่นหลายเท่า
ยุคสมัยที่เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ชาวต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “คนงานต่างเมืองที่แต่งตัวมอมแมม ไม่ค่อยมีความรู้” ทว่าเป็นกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความรู้ความสามารถ พวกเขามีความปรารถนาที่กว้างไกลกว่าคนรุ่นก่อนตรงที่ต้องการตั้งรกรากและสร้างครอบครัวที่มั่นคงยังเมืองใหญ่ ตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็น “คนเมือง” ที่มีทั้งรถ ทั้งบ้าน ทั้งรายได้ นโยบายใหม่ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาย่อมทำให้ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายทัดเทียมกับชาวเมืองมากขึ้น นั่นเป็นเพราะพวกเขาต่างทำหน้าที่พลเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยการเสียภาษี ชำระค่าประกันสังคม หากการปฏิบัติตนเช่นนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจากสังคม ย่อมสร้างความรู้สึกเจ็บปวดให้แก่พวกเขาและเกิดกระแสการต่อต้าน
อคติที่คนเมืองมีต่อคนต่างถิ่นยังสะท้อนให้เห็นผ่านมุมมองการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ ลองไปถามคนตามเมืองใหญ่ว่าคนร้ายในแต่ละคดีน่าจะเป็นคนในท้องที่หรือไม่ ส่วนใหญ่จะได้รับคำตอบทำนองเดียวกันว่า น่าจะเป็นฝีมือของคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในเมือง ถึงกับมีคำพูดของข้าราชการที่ว่า “คนต่างถิ่นด้อยการศึกษา มักนำความไม่สงบสุขมาสู่สังคม” แม้แต่แวดวงนักวิชาการเองยังมีข้อสรุปเกี่ยวกับเหตุไม่สงบในสังคมว่า 99% ของผู้ก่อเหตุเป็นชาวต่างถิ่น
จริงๆ แล้ว การมองคนต่างถิ่นด้วยความรู้สึกอคติของคนเมืองใหญ่นั้นเกิดจากสาเหตุที่มีความซับซ้อน หากจะกล่าวโทษชาวเมืองใหญ่ว่าไม่มีใจเป็นธรรมก็คงจะไม่ยุติธรรมกับคนกลุ่มนี้เท่าใดนัก เพราะความรู้สึกต่อต้านชาวต่างถิ่นส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการใช้ทะเบียนบ้าน การจำกัดจำนวนคนต่างถิ่น ซึ่งล้วนแต่เป็นการแบ่งคนในสังคมออกเป็นหลายระดับชั้น ทั้งยังใช้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรด้านต่างๆ อย่างไม่เสมอภาค โดยระดมแหล่งเงินทุนในการสร้างความศิวิไลซ์ให้แก่เมืองใหญ่ๆ ผลก็คือ เมืองขนาดใหญ่นับวันก็ยิ่งเจริญก้าวหน้า ขณะที่เมืองเล็กๆ ที่มีชาวนาเป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่ก็แร้นแค้นลง ในฐานะที่เป็นปุถุชนธรรมดาย่อมมีความคิดที่จะหลั่งไหลกันไปเสาะหาโอกาสและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตามเมืองใหญ่
อย่างไรก็ดี ความเจริญก้าวหน้าของเมืองใหญ่ในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนต่างถิ่นที่มักไม่ค่อยเข้าตาเจ้าถิ่นนัก การเปิดใจกว้างรับคนต่างถิ่นและปฏิบัติต่อด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ย่อมนำความผาสุกมาสู่สังคมอย่างมิต้องสงสัย เพราะอย่างน้อยที่สุดทุกคนต่างก็เป็น “ชาวจีน” เหมือนกัน







