
สงคราม-ชู้รัก-คดีฉาว เปิดปูม'อาถรรพ์'ผู้นำมะกันสมัย2
เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ก็จะถึงวันสำคัญในปฏิทินสหรัฐ วันที่ชาวอเมริกันทั่วประเทศเฝ้ารอคอยมานานถึง 4 ปี
เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ก็จะถึงวันสำคัญในปฏิทินสหรัฐ วันที่ชาวอเมริกันทั่วประเทศเฝ้ารอคอยมานานถึง 4 ปี
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ก็จะถึงวันสำคัญในปฏิทินสหรัฐ วันที่ชาวอเมริกันทั่วประเทศเฝ้ารอคอยมานานถึง 4 ปี อย่าง “วันสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง”(Inauguration) ของประธานาธิบดีสหรัฐ
แม้ในปีนี้ ชาวอเมริกันจะไม่ได้ผู้นำคนใหม่ หลังประธานาธิบดีบารัก โอบามา คว้าชัยในศึกเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำเป็นสมัยที่สอง ทว่าพิธีรีตองต่างๆ ที่โอบามาจะต้องเข้าร่วมในวันจันทร์ที่ 21 ม.ค. ที่จะถึงนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม โดยจะมีก็แต่การลดจำนวนงานเลี้ยงอาฟเตอร์ปาร์ตี้สุดหรูท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าประเทศอย่างหนัก
ขณะที่ทางการคาดว่าจำนวนผู้เข้าชมงานในปีนี้น่าจะบางตาลงผิดกับเมื่อปี 2009 ที่มีชาวอเมริกันกว่า 1.8 ล้านคน แห่เดินทางมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของ “ประธานาธิบดีผิวสี” คนแรกของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยินดีปรีดาและการเฉลิมฉลองการ “เริ่มต้น” ใหม่ของผู้นำสหรัฐ กลับมีนักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า หากโอบามาโชคร้ายตกเป็นเหยื่อของ “อาถรรพ์คำสาปประธานาธิบดี 2 สมัย” เส้นทางการเป็นประธานาธิบดีของเจ้าตัวก็อาจ “จบไม่สวย” ดังเช่นอดีตผู้นำที่ผ่านๆ มาก็เป็นได้!
เพราะจากการค้นคว้าข้อมูลมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของเมืองลุงแซมจนถึงปัจจุบัน ความจริงที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ค้นพบก็คือ ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สองแทบทุกราย มักจะต้องเผชิญแต่เรื่องวุ่นๆ ทั้งในด้านการงาน เหตุการณ์โลกและแม้กระทั่งเรื่อง “ชู้สาว” จนทำให้อดีตผู้นำ ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รักของคนทั้งประเทศ ต้องโบกมือลาตำแหน่งท่ามกลางเสียงต่อว่าต่างๆ นานา ของประชาชนที่พวกเขาเคยรับใช้
เริ่มต้นที่อดีตประธานาธิบดีคนดังอย่าง “จอร์จ ดับเบิลยู. บุช” ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2001-2009 โดยบุชนั้นถูกยกให้เป็นประธานาธิบดีที่ “โชคร้าย” สุดๆ เพราะหลังจากเข้าสาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่สองไม่นาน พายุเฮอริเคนคาทรินาก็ถล่มรัฐทางตอนใต้ของประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะเมืองนิวออร์ลีนส์ ในรัฐลุยเซียนา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวแอฟริกันอเมริกันจำนวนมาก
ด้านรัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักว่า สั่งอพยพประชาชนตลอดจนช่วยเหลือเหยื่อล่าช้าเกินจนเป็นที่มาของประโยคเด็ด “ประธานาธิบดีบุชไม่สนใจคนผิวดำ” จากปากแร็ปเปอร์ผิวสีชื่อดัง “คานเย เวสต์”
เท่านั้นยังไม่พอ ชื่อเสียงของบุชถูกทำลายอย่างหนักจากความยืดเยื้อของสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตเศรษฐกิจที่ปะทุขึ้นในปี 2008 ซึ่งแม้จะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทว่าบุชก็นับว่าโชคร้ายที่วิกฤตครั้งนั้นเกิดขึ้นในสมัยที่เจ้าตัวเป็นผู้กุมบังเหียนประเทศ
เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดีคนที่ 37 ของประเทศ “ริชาร์ด นิกสัน” จากพรรครีพับลิกัน
เพราะหลังจากที่ประสบความสำเร็จในช่วง 4 ปี แรกของการบริหารประเทศ นิกสันก็สามารถกวาดคะแนนเสียงได้อย่างถล่มทลายในศึกเลือกตั้งครั้งที่สองเมื่อปี 1972
ทว่า ไม่น่าเชื่อว่า อีกเพียง 2 ปีถัดมา เจ้าตัวก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดคดีฉาวสะท้านโลก “วอเตอร์เกต”
เรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า เมื่อปี 1972 ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหา 5 คน ที่บุกเข้าไปยังสำนักงานใหญ่พรรคเดโมแครต โดยจากการสืบสวนก็พบว่า ผู้ต้องหาเหล่านี้ไม่ใช่โจรกระจอกธรรมดาๆ แต่กลับมีเส้นสายในหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) เลยทีเดียว
งานนี้ แน่นอนว่า ทางรัฐบาลถูกกล่าวหาว่า พยายามใช้วิธีสกปรกล้วงข้อมูลคู่แข่ง แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของคดีฉาวอันซับซ้อน เพราะหลังจากไม่นานบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายรวมทั้งนิกสันเอง ก็ถูกสอบสวนอย่างหนักในข้อหาละเมิดอำนาจหน้าที่
และที่สำคัญคือ เมื่อสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) พบว่า ท่านประธานาธิบดีแอบติดตั้งเครื่องบันทึกเสียงในทำเนียบขาว จึงรีบขอเทปจากนิกสันทันที แต่ไม่น่าเชื่อว่าเทปดังกล่าวมี “ช่วงว่าง” ที่เสียงพูดหายไปนานถึง 18 นาทีครึ่ง ทุกวันนี้ชาวอเมริกันจึงไม่ทราบว่า นิกสันต้องการ “ปกปิด” เรื่องอะไร
ความเชื่อมั่นที่ดิ่งวูบอย่างรวดเร็ว จึงบีบบังคับให้นิกสันชิ่งลาออกก่อนที่สภาจะมติถอดถอนเจ้าตัวจากตำแหน่ง
นอกจากบุชและนิกสันแล้ว ก็ยังมีอดีตผู้นำสหรัฐอีกหลายต่อหลายคนที่ “ล้มไม่เป็นท่า” ในช่วงการบริหารประเทศสมัยที่สอง ไล่เรียงตั้งแต่ จอร์จ วอชิงตัน (1789-1797) ซึ่งถูกต่อต้านอย่างหนักหลังผลักดันนโยบายขยายการค้ากับอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ จนนำไปสู่ข่าวลือที่ว่า ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศรอดตัวจากการถูกถอดถอนอย่างหวุดหวิด อับราฮัม ลินคอล์น (1861-1865) ซึ่งถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในปีเดียวกับที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง ตลอดจนวูดโรว์ วิลสัน (1913-1921) ที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจ
ทว่า งานนี้คงไม่มีใครฉาว แถมยังรักษาตำแหน่ง “ขวัญใจชาวอเมริกัน” ได้อย่างเหนียวแน่น เท่ากับ บิล คลินตัน (1993-2001) ประธานาธิบดีคนที่ 42 ของประเทศ
เพราะความฉาวโฉ่ของคลินตันนั้น ไม่ได้มาจากความล้มเหลวในหน้าที่การงาน หรือเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ ที่กระทบชาวอเมริกันโดยตรง แต่เกิดจากปัญหาส่วนตัวล้วนๆ
เชื่อว่าหลายคนทราบเรื่องราวคดีชู้รักบันลือโลก “คลินตันลูวินสกี” เป็นอย่างดี เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อปี 1998 ข่าวดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในเมืองลุงแซม
แม้ในตอนแรกทางคลินตันจะปฏิเสธว่าไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับลูวินสกี สมัยที่ฝ่ายหญิงเป็นนักศึกษาฝึกงานในทำเนียบขาว ทว่าในที่สุดก็ต้องรับสารภาพ เมื่อลูวินสกีงัดหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างชุดกระโปรงสีน้ำเงินที่สาวเจ้าสวมใส่ระหว่างที่ทั้งคู่มีสัมพันธ์ลึกซึ้ง ซึ่งถูกเก็บรักษาอย่างดี ไม่เคยผ่านการซัก
ความหลงระเริงเพียงชั่วครู่ส่งผลให้คลินตันถูกสภาถอดถอนจากตำแหน่ง นับเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของประเทศที่ต้องก้าวลงจากตำแหน่งด้วยวิธีดังกล่าว
สำหรับกรณีของประธานาธิบดีโอบามานั้น ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า โอกาสที่เจ้าตัวจะรอดตัวจากเรื่องราวฉาวโฉ่นั้นมีน้อยมาก เพราะไม่เพียงแต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะส่งผลให้คนเข้าถึงสื่อได้ง่ายและเร็วขึ้นแล้ว สื่อและสังคมปัจจุบันยังมีความ “กระหาย” ในข่าวฉาว ดังนั้นก็จะขุดคุ้ยทุกซอกทุกมุมเพื่อให้ได้ข่าวเด็ด
นอกจากนี้ การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองยังหมายความว่า ประธานาธิบดีก็จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ เนื่องจากรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนมักลาออกหลังทำงานครบวาระ อาทิ ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และทิโมธี ไกธ์เนอร์ อดีตรัฐมนตรีคลัง ในรัฐบาลโอบามา
“อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าของประธานาธิบดีเอง หรือไม่ก็การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ใหม่ๆ ในรัฐบาล เพราะต้องไม่ลืมว่าในสมัยแรก คนดีๆ ก็ได้ถูกแต่งตั้งไปหมดแล้ว พอคุณมาถึงสมัยที่สอง คุณภาพของตัวเลือกก็มีไม่มากนัก คล้ายกับตัวสำรองในทีมกีฬาเลยทีเดียว” รอส เบเคอร์ นักวิเคราะห์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยรัทเกอร์ส กล่าว
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดก็จะยิ่งสูงขึ้นนั่นเอง
สอดคล้องกับความเห็นของ เจมส์ เธอร์เบอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอเมริกันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมองว่าสาเหตุที่ผู้นำสหรัฐมักไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศสมัยที่สองก็เพราะ “ความตื่นเต้น” และ “ความคาดหวัง” ในตัวผู้นำที่ลดน้อยลง
“ชาวอเมริกันเริ่มรู้จักผู้นำของพวกเขามากขึ้น ดังนั้นความรู้สึกตื่นเต้นที่เคยมีกับผู้นำก็จะลดลงจากสมัยแรก ส่งผลให้เวลาพวกเขามีผลงานอะไร ก็อาจดูไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับเมื่อ 4 ปีก่อน”
แต่งานนี้หลายฝ่ายก็เชื่อว่า โอบามามีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกเรื่องราว เห็นได้จากการรับมือกับเรื่องวุ่นๆ ช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ พายุเฮอริเคนแซนดี ความไม่สงบในโลกอาหรับ ตลอดจนความฉาวของลูกน้องคนสำคัญอย่าง เดวิด เพเทรอัส อดีตผู้อำนวยการซีไอเอ ที่ลาออกหลังถูกเปิดโปงว่าแอบปลูกต้นรักกับอดีตเจ้าหน้าที่ทางทหาร
“งานนี้เริ่มนับหนึ่งกันตั้งแต่วินาทีที่โอบามากล่าวคำสาบานตน” เธอร์เบอร์ กล่าว
และเชื่อว่าชาวอเมริกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายใด ก็คงลุ้นกันตัวโก่งและคอยเอาใจช่วยผู้นำของพวกเขาให้สามารถนำพาประเทศฝ่าฟันมรสุมได้
เพราะเรื่องราวร้ายๆ ที่ผู้นำเผชิญก็กระทบคนทั้งประเทศเหมือนกัน!







