
‘ญี่ปุ่น’ยิ่งก่อหนี้ศก.ยิ่งพัง
คนสนิทโซรอสอัด‘อาเบะ’ยับเสพติดการกระตุ้นอาจล่มปีนี้
คนสนิทโซรอสอัด‘อาเบะ’ยับเสพติดการกระตุ้นอาจล่มปีนี้
นักวิเคราะห์เตือนมาตรการโหมกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลเสียมากกว่าได้ หวั่นหนี้พุ่งฉุดเศรษฐกิจชาติพังไม่รู้ตัว
ทาเคชิ ฟูจิมากิ อดีตที่ปรึกษาของ จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินชื่อดังของโลก ออกโรงเตือนรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ว่า การมุ่งก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนักนั้น จะเป็นต้นเหตุฉุดให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพังทลายลงภายในปีนี้ หลังจากที่อาเบะมุ่งใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินเพื่อกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลง
ฟูจิมากิ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน ฟูจิมากิ เจแปน ให้ความเห็นกับบลูมเบิร์ก ว่า การทุ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาลของญี่ปุ่นจนส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นถึงกว่าเท่าตัวของจีดีพีนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไร้สาระ นโยบายของอาเบะอาจเป็นสิ่งที่ได้ผลเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ไม่ใช่ในวันนี้ และยังจะฉุดให้เศรษฐกิจล่มสลายลงเร็วมากขึ้นเท่านั้น
นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เงินเยนได้อ่อนค่าลงไปแล้ว 6% หลังจากรัฐบาลกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งใหญ่ และยังผ่านงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอีก 10.3 ล้านล้านเยน ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 220% ของจีดีพี
เมื่อปีที่แล้ว ฟูจิมากิเคยให้ความเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจต้องผิดนัดชำระหนี้ภายใน 5 ปีนี้ และเงินเยนอาจอ่อนค่าลงหนักโดยดิ่งลงไปถึง 400-500 เยนต่อเหรียญสหรัฐ พร้อมเตือนให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันไปถือครองสกุลเงินต่างประเทศแทน
ขณะเดียวกัน อเล็กซี อุลยูคาเยฟ รองประธานธนาคารกลางรัสเซีย เตือนว่า บรรดาเขตเศรษฐกิจ ชั้นนำของโลกกำลังเข้าใกล้สู่ภาวะสงครามค่าเงินตามรอยญี่ปุ่น ซึ่งต่างพยายามใช้ความได้เปรียบเรื่องค่าเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
“ญี่ปุ่นกำลังกดเงินเยนให้อ่อนค่าลง และประเทศอื่นๆ ก็อาจเดินตามรอยเดียวกัน” รองประธานแบงก์ชาติรัสเซีย กล่าว
วันเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของปี 2555 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยลดลง 3.7% จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1.11 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นผลจากภาวะซบเซาในประเทศกลุ่มผู้ลงทุนโดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนของจีนในต่างประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 30% เนื่องจากโอกาสการเติบโตในประเทศเริ่มแคบลงจนทำให้นักธุรกิจจีนต้องออกไปขยายฐานในต่างประเทศแทน







