posttoday
โลกเสี่ยงเผชิญพายุศก.-สิ่งแวดล้อม คราดวิกฤตหนี้ยุโรปจบปีนี้

โลกเสี่ยงเผชิญพายุศก.-สิ่งแวดล้อม คราดวิกฤตหนี้ยุโรปจบปีนี้

13 มกราคม 2556

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม)

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม) ออกโรงเตือนว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ โลกมีแนวโน้มเผชิญ “พายุ 2 ลูกใหญ่รุมเร้า” (เพอร์เฟกต์ สตอร์ม) จากทั้งวิกฤตเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

รายงานระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่สหรัฐ ตลอดจนการดำเนินการมาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวด นับเป็นพายุปัญหาลูกใหญ่ที่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้

ในส่วนของปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น โลกเสี่ยงเผชิญความแปรปรวนของอุณหภูมิโลกและผลพวงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มรุนแรงและกินวงกว้างมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกโรงเตือนว่า หากสหรัฐล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้ และยุโรปไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะได้ จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สแตน ดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เปิดเผยว่า ยูโรโซนอาจหลุดพ้นจากวิกฤตหนี้สาธารณะในปีนี้หากชาติสมาชิกเดินหน้างัดมาตรการแก้หนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลดหนี้สาธารณะและการลดยอดขาดดุลต่างๆ

โลกเสี่ยงเผชิญพายุศก.-สิ่งแวดล้อม คราดวิกฤตหนี้ยุโรปจบปีนี้

 

“ปี 2556 อาจเป็นปีตัดสินว่ายุโรปจะสามารถก้าวพ้นวิกฤตหนี้ได้หรือไม่ ทว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะกลับคืนสู่ยุโรปอีกครั้งก็ต่อเมื่อชาติสมาชิกมีความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการลดหนี้สาธารณะและการลดยอดขาดดุลอื่นๆ” เอสแอนด์พี เผยในรายงานที่มีชื่อว่า “วิกฤตหนี้ยุโรปในปี 2556 : จุดเปลี่ยนที่สำคัญ”

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติตรึงดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 0.75% ต่อไปในระหว่างการประชุมกำหนดนโยบายนัดแรกของปีนี้ เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา แม้อัตราว่างงานของภูมิภาคจะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 11.8% เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาก็ตาม

‘ญี่ปุ่น’ ลุยกระตุ้นศก.6 ล้านล.

จีนค้าเกินดุลพุ่ง

รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่มูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 ล้านล้านบาท) เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเน้นแผนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยสึนามิเมื่อต้นปี 2554 พร้อมกับแผนการปรับปรุงกองทัพครั้งใหม่

ด้านนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ระบุว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะช่วยดันให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นสามารถเติบโตขึ้นมาได้ราว 2% และยังจะช่วยสร้างงานอีกกว่า 6 แสนตำแหน่งด้วย

ด้านสำนักงานศุลกากรของจีน ระบุว่า การค้าเกินดุลของจีนตลอดปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 48.1% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่า 2.311 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.9 ล้านล้านบาท) โดยการค้าเกินดุลที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการนำเข้าที่มีการเติบโตลดลง อีกทั้งยังเป็นผลจากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเมื่อปีที่แล้วค่อนข้างนิ่ง

ทั้งนี้ ภาคการนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้นเพียง 4.3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยคิดเป็นมูลค่า 1.82 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 56.4 ล้านล้านบาท) ส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้น 7.9% คิดเป็นมูลค่า 2.05 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 63.5 ล้านล้านบาท)

เสรีภาพศก.โลกไทยอันดับร่วง

เฮอริเทจ ฟาวน์เดชัน สถาบันคลังปัญญาชื่อดังจากสหรัฐ เผยผลรายงานการจัดอันดับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเสรีมากที่สุดในโลกประจำปี 2556 พบว่า ฮ่องกง ยังคงครองอันดับที่ 1 ได้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 61 จากทั้งหมด 177 ประเทศ แย่ลงจากเมื่อปีก่อน 1 อันดับ

การจัดอันดับดังกล่าวพบว่าสาเหตุที่ทำให้ไทยมีอันดับแย่ลงเกิดจากปัญหาสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ปัญหาเสรีภาพแรงงานโดยเฉพาะระบบการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เข้มงวดมากเกินไป วินัยการคลังของรัฐ การทุจริตคอร์รัปชัน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายภาคธุรกิจ

 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย