posttoday
เชื่อผ่อนกฏบาเซิล 3 ไร้ผล เหตุศก.ซบ ทำแบงก์คุมปล่อยกู้เข้ม

เชื่อผ่อนกฏบาเซิล 3 ไร้ผล เหตุศก.ซบ ทำแบงก์คุมปล่อยกู้เข้ม

09 มกราคม 2556

กูรูเชื่อผ่อนกฎบาเซิล 3 ไม่ช่วยเสริมสภาพคล่องโลก เหตุเศรษฐกิจโดยรวมซบเซา

กูรูเชื่อผ่อนกฎบาเซิล 3 ไม่ช่วยเสริมสภาพคล่องโลก เหตุเศรษฐกิจโดยรวมซบเซา ฉุดความต้องการสินเชื่อดิ่ง ขณะที่ความไม่แน่นอนยังผลักให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งกฎเข้มขึ้นเพื่อกันหนี้เสีย

รอยเตอร์ส เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ซึ่งรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่ระบุตรงกันว่า การตัดสินใจคลายกฎควบคุมธนาคาร ทั้งการลดปริมาณเงินสำรองขั้นต่ำและการยืดระยะเวลาการบังคับใช้กฎบาเซิล 3 ออกไปอีก 4 ปี ว่า ถือเป็นข่าวดีที่จะทำให้ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ใน 27 ชาติสมาชิกสามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาในขณะนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ท้ายที่สุดแล้วจะไม่ส่งผลต่อสภาพคล่องที่มีอยู่ในปัจจุบันสักเท่าไรนัก

สาเหตุเพราะการยืดระยะเวลาบังคับใช้กฎบาเซิล 3 และผ่อนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ช่วยกระตุ้นการกู้ยืมหรือเร่งการฟื้นฟูใดๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปที่บรรดาธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ที่เริ่มเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา ทำให้หลายๆ ธนาคารเกรงที่จะต้องแบกรับภาระหนี้มากขึ้น

ผลสำรวจจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เมื่อไม่นานมานี้ พบว่าช่วงไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ธนาคารแถบยูโรโซนปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจยากมากขึ้น เนื่องจากยังคงกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงซบเซา ซึ่งนอกจากจะทำให้ธนาคารมีแนวโน้มเพิ่มมาตรการปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดมากขึ้นแล้ว ด้านผู้บริโภคหรือบริษัทต่างๆ ยังมีแนวโน้มต้องการขอสินเชื่อลดลงและตัดลดรายจ่าย

“ผลของการตัดสินใจทำให้ภาพรวมของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างเป็นไปในทางบวก แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นแรงผลักดันเพียงพอที่จะพลิกฟื้นสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันได้ทั้งหมด” คริสเตียน สชูลส์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเบอเรนเบิร์ก กล่าว พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่เป็นปัญหาแท้จริงก็คือปริมาณความต้องการสินเชื่อของตลาดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม โทเบียส บลาตต์เนอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากไดวะ ยุโรป กล่าวว่า การอนุญาตให้นำสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งรวมถึงตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน น่าจะส่งผลดีต่อสหรัฐ ที่ราคาบ้านและที่ดินในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ แม้จะมีความเห็นจากนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งออกมาโจมตีว่า การตัดสินใจดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์อาจต้องเผชิญหน้ากับสภาพหนี้ล้นและปัญหาสภาพคล่องในอนาคต แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งต่างเห็นว่า การตัดสินใจผ่อนกฎบาเซิลในครั้งนี้ ไม่ใช่ยกเลิกการปรับปรุงมาตรฐานในการควบคุมดูแลธนาคารแต่อย่างใด

“ควรเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยกเลิกข้อบังคับเงินทุนสำรองของธนาคาร แต่เป็นการค่อยๆ นำเข้ามาใช้ให้สมเหตุสมผล” บาร์นีย์ แฟรงก์ อดีตผู้แทนคณะกรรมการบาเซิลของสหรัฐ กล่าว

สำหรับต้นฉบับแรกสุดของร่างข้อบังคับบาเซิลได้รับเสียงต่อต้านจากธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการบางส่วน เพราะเห็นว่ามาตรการที่ออกมานั้นเข้มงวดรุนแรงเกินไปสำหรับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโดยรวมกำลังต้องการเงินเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง

ด้านนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งได้ออกมาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เนื่องจากเห็นว่าร่างข้อบังคับบาเซิลฉบับแรกที่ออกมานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ความโกรธแค้นของประชาชน ซึ่งไม่พอใจที่รัฐบาลอนุมัติเงินภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคธนาคาร

ขณะเดียวกันก็ไม่มีฝ่ายใดคาดคิดว่าสภาวะเศรษฐกิจซบเซาจะยืดเยื้อยาวนานจนถึงปัจจุบัน ทำให้คณะกรรมการบาเซิลจำเป็นต้องผ่อนกฎลงเพื่อเปิดทางให้ธนาคารปล่อยกู้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ภายใต้มติล่าสุดของคณะกรรมการบาเซิล การบังคับใช้เกณฑ์บาเซิล 3 จะเริ่มต้นในปี 2562 จากเดิมที่จะเริ่มต้นในปี 2558 พร้อมอนุญาตให้ธนาคารสามารถนำสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นและพันธบัตรเอกชน มาใช้เป็นทุนสำรองได้

ดไวต์ สมิธ นักวิเคราะห์จากมอร์ริสัน ฟอเออร์สเตอร์ บริษัทกฎหมายจากกรุงวอชิงตัน ระบุว่า ธนาคารต่างๆ จะต้องเทขายสินทรัพย์เป็นช่วงๆ เพื่อทดสอบสภาพคล่องของตนเอง อีกทั้งยังต้องเผชิญกับกฎข้อบังคับอื่นๆ อีก เช่น การจัดการกับสินทรัพย์คุณภาพต่ำ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่จะตกลงกันได้ในทันที

วันเดียวกัน ธนาคารหลายแห่งทั่วสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับสำนักงานกำกับสถาบันการเงินแห่งสหรัฐ (Office of the Comptroller of the Currency) หรือโอซีซี และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจ่ายค่าปรับมูลค่ารวม 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.55 แสนล้านบาท) เพื่อยุติข้อหากรณีการทำผิดกฎหมายโรโบ ซายนิง (RoboSigning)

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวก็คือการที่ธนาคารดำเนินการยึดบ้านที่นำมาจำนองไว้กับธนาคารแบบอัตโนมัติ โดยปราศจากการเจรจากับเจ้าของบ้านเพื่อให้ยื่นขอปรับลดค่าผ่อนบ้านรายเดือนอย่างถูกต้อง

เอพีรายงานว่า เงินค่าปรับทั้งหมดจากธนาคารต่างๆ เช่น เจพี มอร์แกน เชส แบงก์ ออฟ อเมริกา และเวลส์ ฟาร์โก จะแบ่งมาใช้สองส่วน โดยส่วนแรกมูลค่า 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.9 หมื่นล้านบาท) จะจ่ายให้กับเจ้าของบ้านเพื่อชดเชยการยึดจำนองกว่า 3.8 ล้านคน ขณะที่ส่วนที่เหลือมูลค่า 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.56 แสนล้านบาท) จะใช้ลดค่าจำนอง และชดเชยเงินขายบ้านติดจำนองที่ขายต่ำกว่ามูลค่าที่เจ้าของบ้านยื่นจำนองไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับเจ้าบ้านชาวอเมริกันจำนวนมาก แต่ บรูซ มาร์ก ประธานกรรมการบริหาร เนเบอร์ฮูด แอสซิสแทนซ์ คอร์ป ออฟ อเมริกา กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้บริโภค กลับเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นประโยชน์กับทางธนาคารมากกว่า เพราะช่วยจัดการทั้งปัญหาภาระหนี้สินของธนาคารและยุติการตรวจสอบรายละเอียดของกิจกรรมการดำเนินการต่างๆ ของธนาคาร

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69