
เวียนนามไม่หวั่นสตาร์บัคส์
แม้แฟรนไชส์ร้านกาแฟรายใหญ่ระดับโลกสัญชาติ สหรัฐอย่างสตาร์บัคส์ จะประกาศลุยตลาดกาแฟเวียดนามพร้อมเปิดสาขาแรกในปีนี้
แม้แฟรนไชส์ร้านกาแฟรายใหญ่ระดับโลกสัญชาติ สหรัฐอย่างสตาร์บัคส์ จะประกาศลุยตลาดกาแฟเวียดนามพร้อมเปิดสาขาแรกในปีนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้แฟรนไชส์ร้านกาแฟรายใหญ่ระดับโลกสัญชาติ สหรัฐอย่างสตาร์บัคส์ จะประกาศลุยตลาดกาแฟเวียดนามพร้อมเปิดสาขาแรกในปีนี้ แต่ผู้ประกอบการร้านกาแฟท้องถิ่นกลับไม่หวั่น เหตุเชื่อมั่นในรสนิยมกาแฟของชาวเวียดนามที่มีหลากหลาย และปัจจัยด้านราคาที่สามารถสู้ได้อย่างสบายๆ
เห็นได้จาก เหงียนหง็อกถวี่ เจ้าของกิจการร้านกาแฟที่อยู่คู่กรุงฮานอยมา 20 ปี กล่าวต่อสำนักข่าวเอพี ว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อการเข้ามาของสตาร์บัคส์แม้แต่น้อย เหตุเพราะมั่นใจว่าสตาร์บัคส์จะเป็นเพียงทางเลือกในการดื่มกาแฟของชาวเวียดนามเท่านั้น และไม่น่าจะส่งผลต่อธรรมเนียมการดื่มกาแฟของชาวเวียดนามที่มีมานานแต่อย่างใด
ทั้งนี้ การที่สตาร์บัคส์ประกาศเปิดสาขาแห่งแรกในนครโฮจิมินห์ ภายในต้นเดือนหน้า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าวางแผนเปิดสาขาอื่นๆ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของเวียดนาม ถือเป็นแนวทางที่สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ด้านการตลาดของสตาร์บัคส์ ที่จะรุกคืบขยายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบเวียดนามกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ร้านกาแฟดาวเขียวจากซีแอตเติลของสหรัฐเข้าไปเจาะตลาดแล้ว นักการตลาดทั้งหลายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สตาร์บัคส์คงต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป
เพราะเครื่องดื่มกาแฟสำหรับเวียดนามแล้ว ถือเป็นวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน เห็นได้จากร้านกาแฟท้องถิ่นที่พบเห็นได้มากมายทั่วไปแทบจะทุกหัวมุมถนน พอๆ กับร้านก๋วยเตี๋ยวเฝอ
“กาแฟของเราราคาสมเหตุสมผลสำหรับชาวเวียดนามทั่วไป” ถวี่ เจ้าของร้านกาแฟครอบครัวในกรุงฮานอย กล่าว ก่อนให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า กาแฟราคาแพงนั้นมีไว้สำหรับลูกๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือคนมีเงินเท่านั้น
ทั้งนี้ กาแฟสัญชาติเวียดนามผลิตจากเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสตา ซึ่งมีปริมาณกาเฟอีนแรงกว่ากาแฟเอสเปรสโซแบบยุโรป ที่ผลิตจากเมล็ดกาแฟพันธุ์อราบิกา ซึ่งมีรสชาติขมกว่ามากจนต้องให้ความหวานของน้ำตาลและความนุ่มของนมเข้าช่วย
ดัง เลอเหงียนวู เจ้าของบริษัท ตรุง เหงียน กรุ๊ป ซึ่งมีร้านกาแฟจำนวน 55 สาขาในเวียดนาม เห็นว่าการเข้ามาบุกตลาดเวียดนามของสตาร์บัคส์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามธุรกิจร้านกาแฟท้องถิ่นแต่อย่างใด
“ผมสามารถจินตนาการได้เลยว่าสตาร์บัคส์จะเปิดแฟรนไชส์ร้านกาแฟในเวียดนามได้มากถึง 100 สาขา ในอีก 10 ปีข้างหน้า” วู กล่าว ก่อนตั้งประเด็นคำถามที่น่าสนใจขึ้นมาข้อหนึ่งว่า ชาวเวียดนามทั่วไปส่วนใหญ่ซึ่งมีรายได้ต่อหัวน้อย และมีรสนิยมชื่นชอบในรสชาติกาแฟที่แตกต่างกันจะยอมรับสตาร์บัคส์
ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า เวียดนามแตกต่างจากจีนที่ยังมีชาเป็นทางเลือกสำหรับเครื่องดื่มกาเฟอีน เพราะได้รับสืบทอดมาจากอาณานิคมฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 ขณะเดียวกันเวียดนามยังเป็นผู้ส่งออกกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิลเท่านั้น โดยข้อมูลของทางการรัฐบาล ระบุว่า เวียดนามผลิตกาแฟได้ 1.73 ล้านตันในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าส่งออกถึง 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.11 แสนล้านบาท)
ทั้งนี้ สตาร์บัคส์ในขณะนี้เปิดให้บริการแล้วมากกว่า 3,300 สาขา ใน 11 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการบุกตลาดเวียดนามในครั้งนี้นับเป็นทีเด็ดล่าสุดที่สตาร์บัคส์จะขยายส่วนแบ่งตลาดกาแฟครอบคลุมภูมิภาคดังกล่าวที่บรรดาชนชั้นกลางมีกำลังซื้อมากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจของมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐที่กำลังซบเซา
จินหลงหวัง ประธานสตาร์บัคส์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาทั่วประเทศเวียดนามในแนวทางที่สอดคล้องกับมรดกวัฒนธรรมกาแฟของประเทศ
แม้เศรษฐกิจเวียดนามในปัจจุบันจะมีปัญหาในภาคธนาคาร แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กลับเห็นว่า ตลาดระดับบนของเวียดนามซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของสตาร์บัคส์ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะการเติบโตของชนชั้นกลางของประเทศ
ปัจจุบัน วัยรุ่นเวียดนามส่วนใหญ่ในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยที่ 1,500 เหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 หมื่นบาท) โดยไม่สนใจว่าจะเป็นของปลอมหรือไม่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาเครือข่ายร้านอาหารต่างชาติต่างเข้ามาเปิดสาขาในเวียดนาม เช่น ร้านกาแฟกลอเรีย จีน จากออสเตรเลีย คอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ เคเอฟซี และเบอร์เกอร์คิงจากสหรัฐ
ทว่า แอนโทนี เอมม์ส ผู้จัดการสแตนตัน เอมม์ส สแตตเตอร์จี คอนซัลแตนส์ บริษัทที่ปรึกษาด้านตลาดอาหารและเครื่องดื่มในตลาดเอเชียจากสิงคโปร์ เตือนว่า สตาร์บัคส์ควรต้องเพิ่มกาแฟท้องถิ่นเวียดนามเข้าไปในเมนูเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเมื่อพิจารณาจากการรายงานของสื่อท้องถิ่น กระแสตอบรับการเข้ามาของสตาร์บัคส์จะไม่ค่อยหวือหวาสักเท่าไรนัก โดยส่วนหนึ่งยังคงกังขาว่าสตาร์บัคส์จะแข่งขันกับเจ้าถิ่นอย่างกาแฟตรุงเหงียน และกาแฟไฮแลนด์ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ในเรื่องของราคา
ทั้งนี้ กาแฟที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไปในเวียดนาม เฉลี่ยราคาแก้วละ 1.5 หมื่นดอง (ราว 22.5 บาท) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคนเวียดนามนิยมรับประทาน 4-5 แก้วต่อวัน
ดูทานห์ตุง พนักงานขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ลูกค้าประจำของร้านกาแฟท้องถิ่น กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะอยากจะพิสูจน์ความแตกต่างระหว่างกาแฟของสตาร์บัคส์กับกาแฟท้องถิ่นเวียดนาม แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าเด็กรุ่นใหม่น่าจะเปิดรับสตาร์บัคส์ได้อย่างไม่ยากเย็น
“แต่ผมคงไม่คิดเป็นลูกค้าประจำของร้านสตาร์บัคส์หรอก แม้ว่าผมจะเป็นคอกาแฟแค่ไหนก็ตาม เพราะผมดื่มกาแฟ 5-6 แก้วเป็นประจำ ดังนั้นมันเลยแพงเกินไปที่จะดื่มกับสตาร์บัคส์ครับ” ดูทานห์ตุง ปิดท้าย







