
ฮือต้านหนังหมิ่น-การเมืองจีนสะท้าน สะท้อนสังคมออนไลน์ยังแผลงฤทธิ์
ต้องยอมรับว่าบทบาทเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และการเกิดขึ้นมาของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์
ต้องยอมรับว่าบทบาทเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และการเกิดขึ้นมาของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ต้องยอมรับว่าบทบาทเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และการเกิดขึ้นมาของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ทำให้การแบ่งปันข้อมูลข่าวสารทำได้รวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาทีนั้น ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการเมืองในระดับโลกอย่างมาก ดังเห็นได้จากกระแสการลุกฮือประท้วงและปฏิวัติหลายประเทศในตะวันออกกลางเมื่อต้นปี 2554
ถึงกระนั้นกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ได้หยุดสร้างผลสะเทือนอยู่เพียงแค่ปีที่แล้วเท่านั้น เพราะในปีถัดมาเทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
สิ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ กรณีการลุกฮือประท้วงของชาวมุสลิมในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ที่มีต่อคลิปภาพยนตร์หมิ่นศาสนา ที่ชื่อว่า “อินโนเซนต์ออฟ มุสลิมส์” ที่ถูกเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ยูทูบ และนำไปสู่เหตุวุ่นวายตามมาติดต่อกันนานร่วมหลายสัปดาห์เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
กระแสความโกรธแค้นซึ่งได้ถูกโหมกระพือซ้ำด้วยคำของรัฐบาลสหรัฐที่จะไม่ดำเนินการลบคลิปวิดีโอเจ้าปัญหาออกไปโดยอ้างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่ถูกคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มดีกรีความแค้นให้ชาวมุสลิมว่าสหรัฐกำลังให้ท้ายผู้ผลิตคลิปวิดีโอดังกล่าว จนนำไปสู่ความวุ่นวาย มีการลุกฮือประท้วง และเผาธงชาติที่หน้าสถานทูตสหรัฐ และประเทศพันธมิตรในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก
เหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่เหตุโศกนาฏกรรม เมื่อมีคนปลุกระดมและใช้โอกาสนี้ลอบใช้อาวุธสงครามโจมตีสถานกงสุลสหรัฐในเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย จนทำให้เอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐอีก 3 คนเสียชีวิต เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่สถานทูตและที่ทำการสหรัฐในอีกหลายประเทศต้องปิดทำการ และอพยพเจ้าหน้าที่ออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย
แม้ว่าการประท้วงจะมีต้นสายปลายเหตุมาจากประเด็นอ่อนไหวทางศาสนา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการลุกฮือดังกล่าวส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการส่งต่อคลิปวิดีโอดังกล่าวให้แก่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทำได้อย่างง่ายดาย และสามารถดูที่ไหนก็ได้ในเกือบทุกมุมโลก
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หลายประเทศ อาทิ ปากีสถาน อียิปต์ ลิเบีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จะหันมาร้องขอให้ทางบริษัท กูเกิล อิงก์ เจ้าของเว็บไซต์ยูทูบทำการบล็อกและปิดกั้นการเข้าถึงคลิปเจ้าปัญหาดังกล่าวเพื่อลดกระแสความเคียดแค้นและชิงชังลง และแม้แต่ทางการสหรัฐเองต่อมาก็เริ่มเสียงอ่อย หันมาประณามการกระทำที่เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นผู้อื่น
นอกจากเหตุการณ์ต้านหนังหมิ่นศาสนาที่เกิดขึ้นแล้ว ในปีนี้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์สังคมออนไลน์ยังได้สร้างความท้าทายต่อรัฐบาล ในกลุ่มประเทศที่ผู้นำมีลักษณะอำนาจนิยม และมีรัฐบาลปกครองโดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวอย่างหนักอีกด้วย โดยเฉพาะจีน ซึ่งในตลอดปีที่ผ่านมาต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่ไม่พอใจต่อรัฐบาล รวมไปถึงกระแสข่าวลือต่างๆ ที่เผยแพร่อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ทั้งๆ ที่ทางการจีนมีกฎหมายและระบบการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดอย่างมาก
ไล่เรียงไปตั้งแต่ เป็นกรณีของการปลด ป๋อซีไหล ที่นำไปสู่ข่าวลือเกิดรัฐประหาร หรือการส่งต่อข่าวลือของ หลิงกู่ ลูกชายของ หลิงจี้หัว นักการเมืองชื่อดังที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต เนื่องจากเล่นเซ็กซ์กับสาวๆ ในขณะขับรถ จนทำให้ผู้เป็นพ่อต้องถูกปลดจากตำแหน่งระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา หรือจะเป็นกรณีฉาวโฉ่และฮือฮาอย่างการเผยแพร่ภาพถ่ายคลิปวิดีโอฉาวของข้าราชการและนักการเมืองระดับสูงของจีน จนนำไปสู่การปลดและลงโทษเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก
แรงกดดันที่มากขึ้น และเกรงว่ารัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมผลกระทบจากอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีชาวจีนกว่า 40% ของประชากรทั้งหมดที่ใช้อินเทอร์เน็ต ได้ทำให้ทางรัฐบาลจีนหันมาออกกฎเหล็กเข้มงวดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนว่าจะต้องลงทะเบียนและต้องใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงเพื่อใช้ระบุตัวตน รวมถึงการบังคับให้ผู้ดูแลระบบต้องลบข้อความของผู้โพสต์ที่เข้าข่ายเป็นข้อความเท็จทันทีหากพบเห็น
ทั้งหมดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ทางการจีนจะควบคุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานรัฐบาลยังได้กดดันไปยังเว็บซินา เหว่ยโป ซึ่งเป็นเว็บบล็อกชื่อดังที่สุดในจีน ให้เปิดรับลงทะเบียนเฉพาะผู้ที่ใช้ชื่อและนามสกุลจริงเท่านั้นมาแล้ว จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปในกลุ่มผู้ใช้งาน
“ทางการจีนยังคงกังวลเป็นอย่างมากสำหรับผลกระทบจากอินเทอร์เน็ตที่มีต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงในประเทศ เพราะทางการเริ่มรู้สึกแล้วว่ากำลังสูญเสียอำนาจในการควบคุมข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นจึงต้องการออกมาตรการที่เข้มงวดมาใช้ โดยเฉพาะการควบคุมกลุ่มต่อต้านรัฐบาล” วิลลี แลม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยไชนิส ยูนิเวอร์ซิตี ในฮ่องกง กล่าว
นอกจากนี้ อีกหนึ่งบทบาทเด่นของอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ยังได้ก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองในประเทศต่างๆ อย่างมากเช่นกัน โดยในช่วงหาเสียงและโต้วาทีประชันนโยบายเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ ปรากฏว่าประชาชนชาวอเมริกันเข้าชมและแสดงความเห็นผ่านทางช่องทางดังกล่าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยสถาบันวิจัยพิวชี้ว่า อัตราส่วนของชาวอเมริกันที่ติดตามการโต้วาทีผ่านทางอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ โดยใช้คอมพิวเตอร์พีซีและมือถือคิดเป็นสัดส่วนมากถึงทุกๆ 1 ใน 10 คนของประชากรชาวอเมริกันทั่วประเทศ
“เมื่อก่อนเราจะได้ดูการโต้วาทีของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐผ่านทางโทรทัศน์ แต่ในวันนี้เรามีมือถือ ดังนั้นถ้าฝ่ายใดพูดอะไรออกมา เราก็จะทวีตหรือแชร์มันต่อทันที นอกจากนี้ทวิตเตอร์ยังทำให้เราสามารถเข้าถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งมากขึ้น” เคลลี โบห์ตัน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซ็นเตอร์คอลเลจ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าววอยซ์ออฟอเมริกา พร้อมยกตัวอย่างกรณีของเพื่อนว่า ในช่วงระหว่างที่มีการดีเบตของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ การทวีตและส่งต่อข้อมูลได้เพิ่มจากช่วงเวลาปกติจากเดิม 1,000 ไปเป็น 1 แสนทวีตต่อ 1 นาที
ขณะที่ตัวผู้สมัครก็ได้หันมาใช้ช่องทางในการติดต่อสังคมและโหมโฆษณาแคมเปญผ่านทางโลกออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์หนักขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสมัยก่อนที่การหาเสียงจะมุ่งเน้นไปที่สื่อกระแสหลักอย่างวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์
ฉะนั้น ปี 2555 จึงถือเป็นอีกปีต่อเนื่องจากปี 2554 ที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ยังคงส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมาก และในปีหน้าคาดว่าด้วยจำนวนผู้ใช้ที่จะขยายตัวมากขึ้นก็น่าจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมโลกในปีหน้าอยู่ต่อไปเช่นเดิม







