
โลกส่งท้ายปีงูใหญ่ เศรษฐกิจอึมครึม ปีหน้าซึมต่อเนื่อง
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โลกตลอดปี 2012 ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาวะ “อึมครึม” ที่สภาวะเศรษฐกิจกำลังเจอแรงเฉื่อยอย่างชัดเจน
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โลกตลอดปี 2012 ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาวะ “อึมครึม” ที่สภาวะเศรษฐกิจกำลังเจอแรงเฉื่อยอย่างชัดเจน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ โลกตลอดปี 2012 ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาวะ “อึมครึม” ที่สภาวะเศรษฐกิจกำลังเจอแรงเฉื่อยอย่างชัดเจน เป็นอีกปีที่ชาวโลกเต็มไปด้วยความวิตกกังวลไม่น้อยกับเงินในกระเป๋าที่เข้าออกอย่างไม่แน่นอน
ไล่เรียงไปแต่ละภูมิภาคจะเห็นว่า ในปีนี้มีความตื่นเต้นเหลือน้อยเต็มที ปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นสิ่งที่โลกวิตกกังวลมากที่สุดในปีงูใหญ่ ปีหน้าปีงูเล็ก นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกก็ยังจะ “อึมครึม” กันต่อไป เพราะปัญหาวิกฤตหนี้ของยูโรโซนก็ยังซมพิษไข้ไม่หายขาด ส่วนเศรษฐกิจพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
เริ่มต้นที่อเมริกา เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปีที่ผ่านมามีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงปลายปี แน่นอนว่าในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจสหรัฐฝืดเคืองเช่นนี้ ชาวเมืองลุงแซมก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนม้ากลางศึก แม้ว่าผลงาน 4 ปีที่ผ่านมาของประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะมองไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอันก็ตามที
แน่นอน โอบามา เอาชนะ มิตต์ รอมนีย์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันไปอย่างไม่ต้องลุ้นกันมากนัก ทว่าตามวิสัยของสหรัฐนั้นจะปล่อยให้ใครเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จไม่ได้ ในเมื่อเดโมแครตเป็นรัฐบาล เป็นประธานาธิบดีไปแล้ว ชาวอเมริกันก็เลือกให้พรรครีพับลิกันเป็นใหญ่ในสภาคองเกรสเพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลกันต่อไป
น่าจะเป็นผลดีสำหรับผลประโยชน์ของชาวอเมริกันทุกท่าน แต่นั่นกลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อในขณะนี้ในสภาคองเกรสซึ่งฝ่ายค้านเป็นใหญ่ ยังไม่สามารถเจรจาได้ข้อตกลงกับฝ่ายรัฐบาลของโอบามา ในการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลที่จะชนเพดาน 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ซึ่งหากต่อรองกันไม่จบ รัฐบาลสหรัฐต้องลดรายจ่ายลงโดยอัตโนมัติให้อยู่ภายใต้เพดานหนี้เดิม
ผนวกเข้ากับกฎหมายลดภาษีของเดิมกำลังจะหมดอายุ งานนี้เงินกระตุ้นจากรัฐบาลก็ไม่มี หนำซ้ำประชาชนต้องมาจ่ายภาษีกันมากกว่าเดิม ทำให้เกิดความหวาดผวากันยกใหญ่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีสิทธิถดถอยได้แน่นอนในปีหน้า ถ้าหากสภาคองเกรสและฝ่ายรัฐบาลไม่อาจจะตกลงกันทันเส้นตายในวันส่งท้ายปีพรุ่งนี้
ย้ายวิกมาที่ยุโรป ต้องบอกว่ายุโรปคือหัวใจของความวิตกกังวลของโลกมากที่สุดในปีงูใหญ่ที่กำลังจะผ่านพ้นไป เพราะวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนนั้นเรื้อรังมานาน 2 ปีแล้ว แต่ก็จะเรื้อรังต่อๆ ไปจนถึงปีหน้า และปีต่อๆ ไป มีเรื่องให้ลุ้นมาโดยตลอดเรื่อยๆ ทีละประเทศ
จากกรีซมาถึงไอร์แลนด์และมายังโปรตุเกส ล่าสุดในช่วงปีที่ผ่านมาปัญหาวกกลับมาที่กรีซอีกครั้ง ว่ากรีซอาจจะไม่ได้เงินช่วยงวดต่อไป เพราะฝ่ายการเมืองกรีซเองที่ออกโรงต่อรองกันมากเกินไปจนยูโรโซนเกือบจะไม่ให้เงินช่วยเหลือ เรียกว่าโลกลุ้นกันจนปัสสาวะเหนียวทีเดียว
ในด้านหนึ่งก็ต้องเห็นใจกรีซ เพราะเงินช่วยจากสหภาพยุโรปและกลุ่มเจ้าหนี้อื่นอันได้แก่ ธนาคารกลางยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศนั้น ไม่ได้ให้กันฟรีๆ แต่มาพร้อมเงื่อนไขสุดหินที่กรีซจะต้องลดรายจ่าย ขายทิ้งกิจการ ปลดคน ลดสวัสดิการกันมหาศาล ซึ่งมาตรการเหล่านี้กรีซเห็นว่าถ้าทำกันจริงๆ เศรษฐกิจต้องพัง กรีซต้องล้มละลายอย่างไม่ต้องลุ้น จึงถือเป็นเรื่องน่าเห็นใจเช่นเดียวกันที่กรีซต้องขอต่อรองเลื่อนการปฏิรูปต่างๆ ออกไปอีก 2 ปี
และก็โชคดีที่ในที่สุดสหภาพยุโรปและเจ้าหนี้ยอมเห็นใจและเริ่มตระหนักแล้วว่า การกำหนด “เส้นตาย” นั้นรังแต่จะทำให้การแก้ปัญหายากยิ่งขึ้น สุดท้ายก็ยอมลดแลกแจกแถมให้กับกรีซ พร้อมกับให้เงินช่วยเหลือก้อนต่อไปกว่า 3 หมื่นล้านยูโร และขยายเวลาการปฏิรูปการคลังของกรีซออกไป
สรุปแล้ว กรีซยังอยู่ต่อในกลุ่มยูโรโซน และได้รับการต่อลมหายใจออกไปในที่สุด
แต่ แต่ แต่!... ปัญหายูโรโซนยังไม่จบสิ้นที่กรีซเมื่อความวุ่นวายส่อเค้ามาที่สเปน ที่ยิ่งแก้ยิ่งแย่ภาคธนาคารพาณิชย์สเปนล้มระเนระนาดมาตั้งแต่หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ รัฐก็ต้องนำเงินไปอุ้ม และตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ตามกันไป
โชคดีที่คณะรัฐมนตรีกลุ่มยูโรโซนยอมยกเคสของสเปนให้เป็นกรณีพิเศษ ให้เงินกู้โดยตรงกับภาคธนาคารพาณิชย์สเปน 1 แสนล้านยูโร โดยไม่มีเงื่อนไขแม้แต่น้อย งานนี้รัฐบาลสเปนยิ้มแฉ่ง ไม่ต้องเจอเงื่อนไขหินๆ เหมือนกับที่กรีซเจอ
ในภาพรวมสถานการณ์วิกฤตยูโรโซนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้หายขาด และปีหน้าคาดว่าจะยังเป็นประเด็นร้อนที่โลกต้องติดตามกันต่อไป
แต่ในด้านหนึ่ง ก็ต้องขอบคุณท่าทีที่เปลี่ยนไปของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ยอมหันมาใส่ใจร่วมแก้ปัญหาของกลุ่มมากขึ้นด้วยการประกาศจะช่วยเข้าซื้อพันธบัตรชาติที่เริ่มมีปัญหา เพื่อพยุงให้สามารถระดมทุนในตลาดพันธบัตรได้ต่อไป เป็นการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนของยุโรปขึ้นมาไม่น้อยทีเดียว
เขยิบมาที่ภูมิภาคเอเชีย ต้องยกให้เป็นภูมิภาคดาวเด่นสำหรับโลกในช่วงปีที่ผ่านมา ที่สื่อทั่วโลกต่างจับตาไม่กะพริบไม่แพ้ปัญหาหนี้ในยูโรโซน หรือปัญหาในอเมริกา
เริ่มตั้งแต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก 3 ชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงในเรื่องพื้นที่ข้อพิพาท ทั้งระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่อกรณีเกาะตอกโด
หรือจะเป็นข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่น ในกรณีข้อพิพาทเกาะเตียวหยูหรือเกาะเซนกากุ ซึ่งความรุนแรงของปัญหาส่งผลให้เกิดกระแสการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในจีนอย่างรุนแรงกระเทือนไปถึงแผนการลงทุนของบริษัทเอกชนญี่ปุ่นไม่น้อยทีเดียว
นักวิเคราะห์ต่างมองว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะได้รับอานิสงส์จากปัญหานี้ที่เอกชนญี่ปุ่นจะเบนเข็มจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนกันมากขึ้น
ทว่าภายใต้กระแสความขัดแย้งดังกล่าวในช่วงปีที่ผ่านมา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กลับเริ่มความร่วมมือการเจรจากรอบการค้าเสรีระหว่างกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ทั้งสามชาติกลายเป็นเขตเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ภายใต้กรอบการเจรจาการค้าเสรีของทั้งสามประเทศดังกล่าวนั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป หรือที่เคยรู้จักกันในนามของอาเซียน +6 ที่รวมเอาสมาชิกภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ พร้อมด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เข้าด้วยกันอีกด้วย
เช่นเดียวกันกับกรณีของภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่ภายใต้ความขัดแย้งในเรื่องดินแดนก็ยังมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้น่าชื่นใจ สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจะมีประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศเกิดกรณีข้อพิพาทกับจีนในเรื่องการชิงพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดการปะทะกันหลายครั้ง ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระหว่างจีนและเวียดนาม หรือจะเป็นจีนกับฟิลิปปินส์
ทว่าภายใต้ความขัดแย้งที่ว่า ก็เกิดการบรรลุความร่วมมือทางข้อตกลงทางเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งก็คือ “อาร์เซ็ป” ดังที่ระบุไว้ข้างต้น ซึ่งในอนาคตจะเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อภูมิภาคเอเชียทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในช่วงปีที่ผ่านมานี้ เป็นปีที่มหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาจะให้ความสนใจกับภูมิภาคอาเซียนอย่างออกหน้าออกตามากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน และได้เข้ามายุ่งเกี่ยวและพัวพันกับอาเซียนในฐานะพันธมิตรทางทหารเพื่อต่อต้านกับอิทธิพลจีนที่กำลังขยายอย่างน่ากลัว
จนนักวิเคราะห์หวาดเกรงว่า ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้อาจจะลุกลามกลายเป็นการปะทะกันระหว่างจีนและสหรัฐด้วยซ้ำ ในเมื่อสหรัฐออกตัวว่าอยู่ข้างฝ่ายอาเซียนและสนับสนุนพันธมิตรหลักอย่างฟิลิปปินส์ในการต่อกรกับจีนครั้งนี้
เท่านั้นยังไม่พอ สหรัฐยังพยายามขยายอิทธิพลเข้าสู่อาเซียนเพื่อแข่งขันกับจีน โดยเฉพาะในข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่สหรัฐเป็นโต้โผใหญ่ มีสมาชิกทั่วโลกขณะนี้ 11 ชาติ รวมถึงชาติอาเซียนบางประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน
นักวิเคราะห์ต่างมองกันว่า ทีพีพี คือกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สหรัฐตั้งใจใช้แข่งขันและถ่วงดุลอำนาจกับความร่วมมือ “อาร์เซ็ป” อย่างชัดเจนเพื่อกันไม่ให้อาเซียนผนวกเข้าได้กับเอเชียตะวันออก
เห็นได้อย่างชัดๆ ว่าใน “ทีพีพี” มีสหรัฐ แต่ไม่มีจีน ส่วน “อาร์เซ็ป” มีแต่จีน และไม่มีสหรัฐ นั่นเอง
ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงในพม่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อช่วงปีก่อนหน้านั้น ทำให้ภูมิภาคอาเซียนยิ่งถูกจับตามากขึ้นในเวทีโลก โดยในปีนี้ อองซานซูจี ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพได้เดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยเยือนประเทศไทยเป็นที่แรก ก่อนที่จะเดินทางไปยังยุโรป ทั้งที่สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ ไอร์แลนด์ และนอร์เวย์
นอกจากนั้น ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ยังถือเป็นผู้นำสหรัฐคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เดินทางเยือนพม่าในขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง เป็นการประกาศชัดถึงความมีตัวตนและความมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจของพม่า ภาพโอบามาบรรจงหอมแก้ม อองซานซูจี กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของโลกในปีที่ผ่านมาด้วย
โลกในปีงูใหญ่ที่ผ่านมา จึงอาจสรุปได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปยังคงเป็นความวิตกกังวลหลักๆ ขณะที่เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดสนใจอย่างที่สุด โดยเฉพาะจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ขณะที่กระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลางในปีที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงความเรื้อรังจากการสู้รบในสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3.7 หมื่นคน ซึ่งจะเป็นปัญหาที่เรื้อรังไปถึงปีหน้าและปีต่อๆ ไปด้วย เพราะประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซัด ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้แม้แต่น้อย เป็นอีกหนึ่งการบ้านใหญ่ที่มหาอำนาจตะวันตกต้องครุ่นคิดหนักไม่แพ้ปัญหาเศรษฐกิจแม้แต่น้อย
สุดท้าย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ ...และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ขอสวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่าน ขอให้มีความสุขสมหวังทั้งในปีหน้าและปีต่อๆ ไป







