posttoday
เวิลด์แบงก์ฟันธงศก.เอเชียสดใส"จีน-อาเซียน"หนุนบริโภคภายใน

เวิลด์แบงก์ฟันธงศก.เอเชียสดใส"จีน-อาเซียน"หนุนบริโภคภายใน

20 ธันวาคม 2555

ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เชื่อการค้าภายในภูมิภาคแข็งแกร่งพอจะต้านปัจจัยลบ สวนทางยูเอ็นมองในแง่ลบ คาดวิกฤต 3 เสาหลักยุโรปสหรัฐจีน อาจฉุดโลกสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่

ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เชื่อการค้าภายในภูมิภาคแข็งแกร่งพอจะต้านปัจจัยลบ สวนทางยูเอ็นมองในแง่ลบ คาดวิกฤต 3 เสาหลักยุโรปสหรัฐจีน อาจฉุดโลกสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกรายงานฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกให้ดีขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าการบริโภคภายในจะช่วยให้ภูมิภาคนี้กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะยังไม่สดใสก็ตาม นับเป็นแนวโน้มที่สวนทางกันกับของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเอเชียเลวร้ายลง

ในรายงานเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับปรับปรุงใหม่เวิลด์แบงก์ ระบุว่า ภูมิภาคดังกล่าวจะมีทิศทางที่สดใสขึ้นในปี 2556 เนื่องจากการบริโภคภายในที่ยังคงแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกอย่างช้าๆ และแนวโน้มเช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2557 โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 7.5% ในปีนี้ และ 7.9% ในปีหน้า จากคาดการณ์เดิมที่ 7.2% และ 7.6% และเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของจีนไปอยู่ที่ 7.9% ในปีนี้ และ 8.4% ในปีหน้า จากคาดการณ์เดิมในเดือน ต.ค. ที่ 7.7% และ 8.1% โดยเชื่อว่าจะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการลงทุนของรัฐมากขึ้น

ความต้องการภายในภูมิภาคทั้งการบริโภคและการลงทุนนั้น ยังนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในกลุ่มเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

“การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของภาคการบริการในปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการภายในที่เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในระยะยาว ซึ่งเป็นผลจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ยังคงมีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งดี จึงคาดว่าจะสามารถต้านทานผลกระทบภายนอกได้” เวิลด์แบงก์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม องค์กรการเงินระดับโลกแห่งนี้เตือนด้วยว่า ให้ระวังความเสี่ยงที่การลงทุนในจีนอาจลดลงอย่างฉับพลัน ซึ่งจะเขย่าความเชื่อมั่นไปทั่วโลก รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐอาจไม่สามารถเจรจาแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลังได้ทันสิ้นปีนี้

ธนาคารโลกให้ความเห็นว่า แม้หลายประเทศในเอเชียจะมีศักยภาพพอที่จะเพิ่มการลงทุนเพื่อต้านทานปัจจัยลบภายนอกได้ ทว่าการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ

“อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ต่างก็ใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ต่ำมากในขณะนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่านโยบายการเงินได้ผ่อนคลายลงมากแล้ว ดังนั้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในอนาคต ก็อาจทำให้การดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อถึงขีดจำกัด โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ควรจนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ” เวิลด์แบงก์ ระบุในรายงาน

ทั้งนี้ การให้ทิศทางด้านบวกของธนาคารโลกนั้น นับว่าตรงข้ามกันกับยูเอ็น ซึ่งรายงานแนวโน้มและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก 2556 ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้มาอยู่ที่ 2.2% และ 2.4% ในปีหน้า จากคาดการณ์เดิมเมื่อครึ่งปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.5% และ 3.1% ตามลำดับ เนื่องจากปัญหาใน 3 เสาหลักของโลก โดยยุโรปและสหรัฐจะยังคงจมอยู่กับปัญหาหนี้สาธารณะ ขณะที่จีนจะเผชิญการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ลดคาดการณจีดีพีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและจีน ลงมาด้วยเช่นกัน

“ภายใต้นโยบายและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี กว่าที่ตลาดการจ้างงานในยุโรปและสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น จากผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกเมื่อปี 2551–2552 ขณะที่วิกฤตการณ์หนี้ยุโรปที่เลวร้ายลง ปัญหาหน้าผาการคลังในสหรัฐ และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะดิ่งลงอย่างรุนแรง ยังอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกครั้งใหม่ขึ้นได้” รายงานของยูเอ็น ระบุ

นอกจากยูเอ็นแล้ว บริษัทจัดอันดับเครดิตฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังได้ส่งสัญญาณเตือนทิศทางของสหรัฐด้วยว่า เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกแห่งนี้ มีแนวโน้มที่จะเสียอันดับเครดิตสูงสุดที่ระดับ AAA หากรัฐบาลพรรคเดโมแครตและสภาคองเกรส ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่ ไม่สามารถแก้ปัญหาหน้าผาการคลังได้ทันในปีนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การขึ้นภาษีและลดงบประมาณรายจ่ายโดยอัตโนมัติในปีหน้า

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69