
อายุยืนขึ้นแต่ความสุขลดลง
เป็นเวลาหลายยุคแล้วที่เหล่ามนุษยชาติเฝ้าเพียรพยายามเสาะแสวงหาวิธีในการทำให้มีอายุยืนยาวมากที่สุด และบางคนถึงขั้นลงทุนไปมหาศาลเพียงเพื่อขอให้มีชีวิตเป็นอมตะนิรันดร์กาล หรืออย่างน้อยก็ขอยืดอายุขัยไปให้ได้ยาวนานมากที่สุด
เป็นเวลาหลายยุคแล้วที่เหล่ามนุษยชาติเฝ้าเพียรพยายามเสาะแสวงหาวิธีในการทำให้มีอายุยืนยาวมากที่สุด และบางคนถึงขั้นลงทุนไปมหาศาลเพียงเพื่อขอให้มีชีวิตเป็นอมตะนิรันดร์กาล หรืออย่างน้อยก็ขอยืดอายุขัยไปให้ได้ยาวนานมากที่สุด
แม้เทคโนโลยีและความก้าวหน้าด้านการแพทย์ปัจจุบันจะยังไม่สามารถทำให้มนุษยเป็นอมตะอย่างที่เฝ้าฝันมานานได้ แต่ต้องยอมรับว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยสำนักข่าวเดลี เมล์ ได้รวบรวมข้อมูลจากสถาบันวิจัย 300 แห่งจาก 50 ประเทศทั่วโลกที่ระบุว่าในช่วงระหว่างปี 1990 จนถึงปี 2010 อายุขัยของคนทั่วโลกได้สูงขึ้นจาก 59 ปี ไปอยู่ที่ 70 ปี และผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าผู้ชายที่ 5 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง แต่หากมองอีกมุมจะพบว่า การมีอายุยืนยาวอาจกลายเป็นทุกขลาภมากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่าผลสำรวจเดียวกันพบว่าคนที่มีอายุนานขึ้นในหลายพื้นที่ของโลกนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้มีคุณภาพที่ดีเลย และยังต้องทนทุกข์กับโรคภัยความพิการต่างๆ มากมาย
ไม่เพียงเท่านี้ คนอายุยืนขึ้นยังต้องทนทุกข์ที่ไม่ใช่เฉพาะอาการป่วยทางกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาวะความเครียดและปัญหาในจิตใจที่แสนหดหู่ชวนรันทดใจอีกนับไม่ถ้วน
กล่าวอีกให้เข้าใจง่ายก็คือ แม้อายุจะยืนยาวขึ้น แต่ในด้านความสุข การมีชีวิตที่ดีมีคุณภาพ กลับไม่ได้ดีหรือเพิ่มขึ้นตามตัวเลขของอายุมากขึ้นเลย ซึ่งหากตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากสภาพที่เรียกว่า “ตายทั้งเป็น”
สถาบันประเมินสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เปิดเผยแนวโน้มที่จะตามมาจากผลการศึกษาดังกล่าวว่า จะทำให้ประเทศต่างๆ ต้องแบกรับกับค่าใช้จ่ายด้านการเงิน และสวัสดิการสังคมให้กับคนสูงอายุที่มีสุขภาพทั้งกายและใจที่ไม่ดีมากขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม อาการป่วยและสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิตของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้น ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันชี้ว่า ไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติหรืออาการป่วย รวมถึงภาวะอดอยากอย่างที่เข้าใจกัน แต่เกิดจากพฤติกรรมบริโภคเครื่องดื่มมึนเมาและการสูบบุหรี่มากเกินไป รวมถึงพฤติกรรมการกินเกินพอดีชนิดไม่บันยะบันยังของคนอีกด้วย
“การสูบบุหรี่และการดื่มเหล้าได้แซงหน้าภาวะความอดอยากของเด็ก ขึ้นมาเป็นสาเหตุความเสี่ยงต่อสุขภาพมากที่สุดเป็นอันดับ 2 และ 3 ของคนทั่วโลกไปแล้ว รองจากภาวะความดันเลือด” รายงานระบุ
ขณะที่ภาวะขาดสารอาหารก็ตกอันดับความเสี่ยงต่อการเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตลงมาเรื่อยๆ แต่สาเหตุการเสียชีวิตจากการบริโภคมากเกินพอดีกลับกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ความมั่งคั่งแต่นำไปสู่การบริโภคที่ขาดสติ อาจไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนยุคนี้ให้ต่างจากยุคโบราณก็เป็นได้







