
จิ่วจ้ายโกว สวรรค์บนดิน
ความงามทางธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในประเทศจีน คงเป็นที่ชื่นชอบและอยู่ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่า ในรายที่ประทับใจเอามากๆ ก็มักจะกลับไปเยี่ยมชมอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการตีตราว่าเป็นมรดกโลกด้วยแล้ว มักได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในหมู่ชาวจีนและชาวต่างชาติ
ความงามทางธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในประเทศจีน คงเป็นที่ชื่นชอบและอยู่ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่า ในรายที่ประทับใจเอามากๆ ก็มักจะกลับไปเยี่ยมชมอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการตีตราว่าเป็นมรดกโลกด้วยแล้ว มักได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในหมู่ชาวจีนและชาวต่างชาติ
วันนี้เราจะพูดถึงสุดยอดทัศนียภาพทางธรรมชาติที่รวบรวมเอาความงามของป่าเขาลำเนาไพรที่มีความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างน่าทึ่ง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ที่ได้สัมผัส จุดหมายปลายทางแห่งนี้ รู้จักกันในนาม “จิ่วจ้ายโกว” ฃจพลีฏนตฃฉ
ก่อนที่ “จิ่วจ้ายโกว” จะพลิกโฉมหน้ามาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความลงตัวในเรื่องทัศนียภาพ ถนนหนทาง ดังที่เราเห็นกันในวันนี้ ต้องผ่านการดูแลเป็นอย่างดีและใช้เวลาพอสมควรในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ กว่าจะขึ้นแท่นเป็นดินแดนที่เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติและกลิ่นอายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าทิเบต
ที่ผ่านมาสถานที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของชนเผ่าทิเบต แต่คนกลุ่มนี้ไปมาหาสู่กับโลกภายนอกน้อยมาก จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ จึงมีคนเข้าไปตัดไม้ทำลายป่ากันขนานใหญ่ ส่งผลต่อระบบนิเวศและทัศนียภาพทางธรรมชาติอย่างรุนแรง แต่นับว่ายังโชคดีที่ภาครัฐได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ดังกล่าวในปี ค.ศ. 1975 ผลการสำรวจครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่า “จิ่วจ้ายโกวไม่เพียงจะเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่าและพืชพันธุ์นานาชนิด (รวมถึงชนิดที่หายาก) ทั้งยังเป็นแหล่งทัศนียภาพที่รวบรวมเอาความงามหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หาได้น้อยแห่งบนโลกใบนี้”
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีคำสั่งจากกรมป่าไม้ให้จำกัดอาณาบริเวณการตัดไม้ ถือเป็นมาตรการอนุรักษ์สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ในลำดับแรกๆ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ระบบนิเวศของสถานที่แห่งนี้ค่อยๆ ได้รับการอนุรักษ์เรื่อยมา และสามารถรองรับนักท่องเที่ยวนับแสนในช่วงปี ค.ศ. 1990 เกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นชาวฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน
จิ่วจ้ายโกวกลายเป็นที่รู้จักในเวทีโลกหลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ. 1992 ความงามของทะเลสาบและธารน้ำตกที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้เรียกว่าเหนือคำบรรยาย ถึงกับมีการพูดว่า “หากได้ไปเยี่ยมชมจิ่วจ้ายโกวแล้ว ก็ไม่อยากไปชมทัศนีภาพที่เป็นสายน้ำอีก” เพราะเป็นการรวมเอาน้ำตก น้ำพุ และทะเลสาบเข้าไว้ด้วยกัน มีแหล่งทะเลสาบนับร้อยแห่งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ น้ำก็ใสจนมองเห็นพืชใต้น้ำ ความใสของน้ำในทะเลสาบบางแห่งสามารถมองเห็นวัตถุใต้น้ำได้ลึกถึง 30 เมตรก็มี ด้วยความที่มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น ชั้นดินเป็นหินปูนขาว มีส่วนประกอบของกรดคาร์บอนิกสูง ส่งผลให้น้ำมีความใสสะอาดมาก
เหตุที่สถานที่แห่งนี้มีชื่อเรียกดังกล่าว เป็นผลมาจากการมีหมู่บ้านชนเผ่าทิเบต 9 แห่ง ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณดังกล่าว เราจึงพบเห็นสิ่งปลูกสร้างสไตล์ทิเบตระหว่างเส้นทางการท่องเที่ยว จิ่วจ้ายโกวตั้งอยู่ในเขตอำเภอหนานผิง ทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน มีอาณาบริเวณมากกว่า 6 หมื่นเฮกตาร์ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว 1,9003,100 เมตร จัดอยู่ในภูมิอากาศแบบเย็นชื้นในเขตที่ราบสูง ยอดเขามีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี อุณหภูมิช่วงฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างต่ำและแปรปรวนมาก ทว่าฤดูร้อนอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น แต่อากาศในเวลากลางคืนยังค่อนข้างเย็น
พอย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศจะเย็นสบาย จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยว แต่ก็มีข้อควรระวัง คือ อุณหภูมิในตอนกลางวันและกลางคืนจะแตกต่างกันมาก เมื่อฤดูหนาวมาเยือน อุณหภูมิก็ลดลงอย่างมาก เฉลี่ยอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส อากาศหนาวเหน็บ ปริมาณฝนโดยเฉลี่ยไม่มาก มักตกในช่วงเดือน ก.ค.ส.ค.ของปี
เสน่ห์อย่างหนึ่งของจิ่วจ้ายโกวอยู่ที่ความงามที่ผันแปรไปตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป เริ่มจากฤดูใบไม้ผลิที่หิมะตามภูเขาค่อยๆ ละลาย น้ำในบึงเริ่มเพิ่มปริมาณมากขึ้น ดอกไม้นานาพรรณค่อยๆ แตกหน่อ เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้แก่สถานที่แห่งนี้ พอย่างเข้าฤดูร้อน ต้นไม้ก็เริ่มผลิดอกออกใบเป็นสีเขียวชอุ่มปกคลุมไปทั่วผืนป่า
ฤดูที่มีความงามเหลือหลาย คงเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่น้ำหลากและมีใบไม้หลากสี สร้างความหลากหลายทางสีสันให้แก่แหล่งทัศนียภาพแห่งนี้ อากาศก็เย็นสบาย จึงเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศแวะเวียนมาเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย ต่อเมื่อฤดูหนาวมาเยือน หิมะเริ่มปกคลุม บรรยากาศเริ่มกลับสู่ความสงบและเยือกเย็นอีกครั้ง ช่วงที่อากาศหนาวเย็นจัด น้ำในทะเลสาบจะเกาะตัวเป็นน้ำแข็ง ถือเป็นความงามในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากความงามของฤดูอื่นๆ ที่กล่าวมา
ชนเผ่าทิเบตที่อาศัยอยู่ในเขตทัศนียภาพแห่งนี้ค่อนข้างพิถีพิถันในเรื่องที่อยู่อาศัย โดยจะมีการเชิญจิตรกรมาวาดรูปเทพเจ้าหลากหลายรูปแบบตามผนังบ้าน ขอบประตู เสาบ้านก่อนที่จะย้ายเข้าไปอยู่ ด้วยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองสมาชิกในบ้าน ทุกครอบครัวจะมีจิงหลุน (พญยึ เครื่องรางชนิดหนึ่ง) และโต๊ะหมู่บูชาประจำบ้าน ภารกิจแรกของวันที่แม่บ้านของแต่ละครัวเรือนปฏิบัติหลังจากตื่นนอน คือ แปรงฟัน ล้างหน้าให้สะอาด จุดธูปบูชา กวัดแกว่งจิงหลุน เพื่อช่วยปัดเป่าให้สมาชิกทุกคนแคล้วคลาดปลอดภัย
เมื่อเราพูดถึงสัตว์ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตและชนเผ่าทิเบตคุ้นเคยเป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นจามรี หรือเรียกกันในภาษาจีนว่า “เหมาหนิว” ฃจ๊๓ลฃฃฉ สัตว์ชนิดนี้จัดอยู่ในประเภทควายชนิดหนึ่งที่มีเฉพาะในแถบที่ราบทุ่งหญ้าในเขตภูเขาสูง ถือเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ใช้สอยนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นนมจามรี เนื้อจามรี มูลจามรี เป็นต้น นอกจากนี้ขนของจามรียังสามารถนำมาทำเป็นเสื้อผ้าและสร้างเป็นเพิงพำนัก หนังจามรีถือเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการทำรองเท้า ทั้งยังใช้เป็นยานพาหนะและช่วยทำนาได้อีกด้วย ชนเผ่าทิเบตจึงมองสัตว์ชนิดนี้ว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณค่า ดังนั้นตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวในจิ่วจ้ายโกว เรามักพบเห็นจามรีทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และกลายสภาพเป็นข้าวของเครื่องใช้หรืออาหารแปรรูป จัดเป็นสินค้าโอท็อปที่ขึ้นชื่อของแหล่งท่องเที่ยว
การมีโอกาสได้สัมผัสความงามของสถานที่แห่งนี้ อาจสร้างความรู้สึกรักษ์และหวงแหนธรรมชาติมากขึ้น เป็นที่รู้กันดีว่ามนุษย์เราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันธรรมชาติจะคงสภาพดั้งเดิมได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับน้ำมือมนุษย์ว่าจะช่วยประคับประคองให้คงอยู่กับเราตราบชั่วลูกชั่วหลานหรือไม่ เราจึงควรตระหนักถึงการรักษ์โลกให้มากๆ เพื่อให้ธรรมชาติอยู่กับเราไปนานๆ
เพราะมนุษย์กับธรรมชาติถูกสร้างมาให้เป็นของคู่กัน!







