
การศึกษาเอเชียตะวันออกผงาด คุณภาพครูคับแก้ว-วัฒนธรรมใฝ่รู้
นอกเหนือจากการที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะกลายเป็นที่จับตามองจากผู้คนทั่วโลก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
นอกเหนือจากการที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะกลายเป็นที่จับตามองจากผู้คนทั่วโลก ในฐานะผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจโลกในอีกไม่ช้านี้ อีกสิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน และกำลังฉายแสงโดดเด่นไม่น้อยหน้า คือ “ระบบการศึกษา” ที่ต้องยอมรับว่า มาตรฐานและคุณภาพการศึกษาในเอเชียตะวันออกขณะ เวลานี้ได้แซงหน้าหลายประเทศในตะวันตก จนก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว
เห็นได้จากผลการจัดอันดับประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก โดยบริษัทด้านสิ่งพิมพ์การศึกษาชื่อดังอย่างเพียร์สัน ซึ่งพบว่า นอกจากฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศตะวันตกที่สามารถครองแชมป์จากการจัดอันดับครั้งนี้แล้ว ประเทศอื่นๆ ที่ได้อันดับรองลงมานั้นล้วนแต่มีภูมิศาสตร์อยู่ในภูมิภาคเอเชียทั้งสิ้น ไล่เรียงไปตั้งแต่เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ
ขณะที่สถาบันคลังสมองแกรตตันในออสเตรเลีย ยังชี้อีกว่า ขณะนี้โรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในเอเชียตะวันออกหลายแห่งกลายเป็นสถานศึกษาที่ดีที่สุดในโลกไปเรียบร้อย โดยยืนยันได้จากผลผลิตของนักเรียนที่จบออกมาอย่างมีคุณภาพและทักษะความสามารถทางด้านการศึกษา ซึ่งแซงหน้ากลุ่มประเทศตะวันตกชนิดที่เกือบจะไม่เห็นฝุ่น
ด้านรายงานองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (โออีซีดี) เปิดเผยเมื่อต้นปีว่า เฉลี่ยเด็กอายุ 15 ปี ในเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีน มีทักษะด้านคณิตศาสตร์เหนือกว่าเด็กอายุเท่ากันในสหรัฐ ออสเตรเลีย อังกฤษ และยุโรปมากถึง 2–3 ปี ขณะที่เด็กอายุดังกล่าวในฮ่องกง ก็มีทักษะในด้านการอ่านและทางคณิตศาสตร์เหนือกว่าเด็กในสหรัฐและยุโรปอย่างน้อย 1 ปี
ความสำเร็จที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมนี้เอง ทำให้ประเทศตะวันตกบางประเทศก็เริ่มหันมาเรียนรู้และศึกษาถึงเคล็ดลับความสำเร็จด้านการศึกษาจากทางฝั่งเอเชียมากขึ้น โดยเมื่อปี 2551 ตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ได้รับเชิญจากหน่วยงานด้านการศึกษาของสหรัฐ ไปให้ความรู้และแลกเปลี่ยนความเห็นถึงรูปแบบวิธีการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ที่สิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเด็กนักเรียนสิงคโปร์มีคะแนนสอบด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่เด็กสหรัฐกลับอยู่ต่ำกว่าอันดับที่ 20
ทั้งนี้ แม้ว่าในแต่ละประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาด้านการศึกษา จะมีวิธีในการบริหารจัดการ การศึกษาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่ผลการศึกษาของเพียร์สันได้ค้นพบ 2 ปัจจัยหลักที่ประเทศเหล่านี้มีร่วมกันจนนำไปสู่ความสำเร็จที่ใกล้เคียงกัน คือ 1) การให้ความสำคัญกับผู้มีวิชาชีพสอนหนังสือ และ 2) วัฒนธรรมใฝ่เรียนรู้และการให้ความสำคัญแก่แวดวงการศึกษา
ครู คุณภาพต้องสุดยอด
ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาในอันดับต้นๆ ของโลกเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญและใส่ใจในกับการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาประกอบอาชีพแม่พิมพ์ หรือพ่อพิมพ์ของชาติทั้งสิ้น เพราะผู้ที่จะเข้ามายืนอยู่ตรงจุดนี้ จะต้องได้รับการคัดสรรเลือกเฟ้นมาอย่างดี เห็นได้ชัดจากกรณีผู้สมัครอาชีพครูในเกาหลีใต้ ที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีมันสมองระดับหัวกะทิด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมในระดับ 5% แรกของผู้ที่จบการศึกษาในแต่ละปี ขณะที่ในเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการรัฐบาลก็จัดสรรอัดฉีดให้เต็มที่ไม่มีอั้น โดยอัตราเงินเดือนครูชั้นประถมและมัธยมเฉลี่ยสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของค่าแรงคนทั้งประเทศที่ 1.64% และที่ 0.99% เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ผู้ที่มีอาชีพครูในประเทศเหล่านี้ ยังได้รับการยกย่องเชิดชูและได้รับเกียรติสูงมากในระดับเดียวกับวิศวกร ทนายความ หรือนักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นผู้ที่เข้ามาทำอาชีพนี้ในประเทศจึงเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพที่ทำอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้คนที่มีศักยภาพสูง ต่างขวนขวายในการเข้ามาเป็นครูมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การทำอาชีพครูนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสอนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการทำงานและการประเมินการสอนของครูผู้สอน จะได้รับการตรวจวัดและประเมินผลออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน เพื่อรับประกันถึงคุณภาพในการเรียนการสอนที่จะออกมา โดยที่สิงคโปร์ถึงกับออกมาตรการตัดชั่วโมง หรือวิชาของครู ที่ไม่สามารถทำให้เด็กนักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นได้
ให้ความสำคัญกับการศึกษา
ทั้งนี้ แม้ว่าหลายประเทศจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษา เนื่องจากเริ่มตระหนักว่าวิธีการดังกล่าวเป็นการลงทุน และการพัฒนาทรัพย์กรมนุษย์ที่ยั่งยืนที่สุด แต่ทว่าในแง่วิธีการนั้นมีอยู่หลายประเทศยังคงใช้วิธีผิดๆ โดยหลงไปกับการทุ่มแต่เม็ดเงินลงไปเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ใส่ใจถึงว่าวิธีการนั้นจะได้ผลดีและมีประสิทธิภาพทำให้การศึกษาดีขึ้นและพัฒนาไปได้จริงๆ หรือไม่
“เมื่อมองดูประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษาเหล่านี้ จะพบว่าแม้การทุ่มงบประมาณลงมาจะสำคัญ แต่สิ่งสำคัญกว่า คือการที่ประเทศเหล่านี้มีวัฒนธรรมในการใฝ่เรียนรู้และให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนด้วย” เซอร์ มิชเชล บาร์เบอร์ หัวหน้าด้านการศึกษา เพียร์สัน กล่าว
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การใส่เงินลงไปเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เครื่องการันตีเสมอไปว่า ประเทศนั้นจะประสบความสำเร็จด้านการศึกษาไปเสียทั้งหมด เพราะระบบการศึกษาที่ดีจะต้องอาศัยการวางแผนในระยะยาว ยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องจากหลายๆ ภาคส่วน อีกทั้งผู้คนในสังคมเองก็จะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนด้วยเช่นกัน เหมือนดังเช่น ชาวเกาหลีและญี่ปุ่น ที่มีวัฒนธรรมในด้านการรักการศึกษาและใฝ่แสวงหา พัฒนาความรู้ใหม่ๆ มาอย่างยาวนาน
หลักฐานที่บ่งชี้ว่าเงินไม่ใช่ยาวิเศษในด้านการศึกษา ก็คือสัดส่วนด้านงบประมาณการศึกษาของเด็กนักเรียนชั้นประถมของสหรัฐที่ใช้ไปมากกว่าเกาหลีใต้ถึงครึ่งหนึ่งในแต่ละปี แต่ทว่าผลการสอบที่ออกมากลับกลายเป็นว่าเด็กประถมของเกาหลีใต้สามารถแสดงผลลัพธ์ออกมาได้เหนือกว่าเด็กสหรัฐในวัยเดียวกันในแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านทักษะการอ่าน การคิดคำนวณ และวิทยาศาสตร์
มุ่งแข่งขันไม่ใช่หาความรู้
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า มุมมองการให้ความสำคัญกับการศึกษาของกลุ่มเอเชียตะวันออกในทุกวันนี้ อาจจะบิดพลิ้วไปจากเจตจำนงด้านการศึกษาแบบเดิมที่มุ่งแสวงหาความรู้ และภูมิปัญญาไปเสียมาก โดยเฉพาะการมองเห็นแต่เพียงว่าการศึกษา คือสะพานพาไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานในอนาคต ซึ่งนี่เป็นเพียงการเข้าใจที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด และกำลังนำไปสู่ปัญหาความเครียด และความกดดันของเด็กนักเรียน ในประเทศที่เกิดจากผู้ปกครองที่ตั้งความหวังในตัวของบุตรหลานตนเองสูงมากเกินไป
เด็กๆ ในเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฮ่องกงรวมถึงจีนจำนวนมากต่างถูกพ่อแม่ตีกรอบ ในการวางตารางชีวิตการเรียนและผลการสอบอย่างเข้มงวดราวกับเป็นเครื่องจักร ซึ่งเด็กหลายรายไม่เพียงแต่ต้องคร่ำเคร่งกับการเรียนในห้องเรียนอย่างเดียว แต่หลังจากเลิกเรียนแล้วยังต้องไปเรียนในสถาบันติวเตอร์ต่างๆ เพื่อจะได้รู้สึกว่าได้เปรียบเหนือคนอื่นๆ จนกลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งที่เด็กๆ ทุกคนจะต้องทำเหมือนๆ กัน ซึ่งสิ่งนี้กำลังระบาดไปทั่วทั้งเอเชียหลายประเทศรวมถึงไทยด้วย
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า เด็กชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้ายกว่า 72% ในฮ่องกงต่างยอมรับว่าเข้าเรียนในโรงเรียนติวเตอร์กวดวิชาหลังเลิกเรียน ขณะที่สัดส่วนในเกาหลีใต้มีมากถึง 90%
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ค่านิยมกับการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการกดดันของผู้ปกครองเช่นนี้ ทำให้เด็กหลายคนเกิดความเครียดและบางรายที่ผิดหวังและไม่สามารถจัดการกับความกดดันได้ ก็เลือกที่จะฆ่าตัวตาย โดยเมื่อปี 2552 ในเกาหลีใต้มีการฆ่าตัวตายในเด็กนักเรียนมากถึง 202 คน ขณะที่อัตราเฉลี่ยการฆ่าตัวตายของเยาวชนอายุ 15-24 ปี ก็สูงมาก ที่ 15 ต่อ 1 แสนคน เทียบกับสหรัฐอยู่ที่ 10 ขณะที่จีนอยู่ที่ 7 ต่อ 1 แสนคน
ด้วยปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงและบ่อยครั้งนำไปสู่เหตุโศกนาฏกรรม และเริ่มตระหนักได้ว่า โมเดลการศึกษาแบบนี้จะไม่เป็นผลดีในระยะยาว จึงทำให้รัฐบาลในประเทศเหล่านี้เริ่มหันมาปรับแก้และลดความตึงเครียดในการแข่งขันลง อาทิ รัฐบาลเกาหลีใต้ที่ออกมาตรการการลดจำนวนข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยหันมาพิจารณานักศึกษาเข้าเรียน มากกว่าเพียงแค่การดูผลคะแนนสอบเป็นเครื่องชี้วัด
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาสิงคโปร์ ได้ออกมาตรการที่จะไม่ประกาศชื่อผู้ที่ได้คะแนนสอบสูงที่สุดในการทดสอบระดับประเทศของนักเรียนชั้นประถมและมัธยม ทั้งนี้ก็เพื่อลดความกดดันต่อเด็กลง และเป็นการส่งสัญญาณว่าผลคะแนนสอบนี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต เนื่องจากปัจจุบันครอบครัวสิงคโปร์มีความเชื่อและค่านิยมในการให้ลูกหลานตนเองต้องเป็นที่ 1 เหนือคนอื่นๆ และหากทำไม่ได้จะถือเป็นความล้มเหลว โดยเฉพาะการพลาดโอกาสในการสอบเข้าโรงเรียนมัธยม หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำ รวมถึงการได้รับทุนไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศต่างๆ จะเริ่มหันมาลดบรรยากาศความตึงเครียด แต่เชื่อได้ว่าความเชื่อค่านิยมเหล่านี้ คงยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในฉับพลัน และคงจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการปรับแก้
ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเริ่มต้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรเน้นย้ำการศึกษาคือเรื่องของการแสวงหาความรู้ และการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น มิใช่มีแต่เรื่องการแข่งขันและทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใบเกรด หรือคะแนนสอบในหน้ากระดาษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น







