
อร่อยร้อยลิ้น 2
อร่อยแรกที่อยากจะนำเสนอในวันนี้คือ อาหารพื้นๆ ง่ายๆ ของชาวโอซากาที่เรียกว่า โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki)
อร่อยแรกที่อยากจะนำเสนอในวันนี้คือ อาหารพื้นๆ ง่ายๆ ของชาวโอซากาที่เรียกว่า โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki)
ซึ่งปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นและเป็นที่รู้จักของคนไทยเราในชื่อเล่นว่า พิซซาญี่ปุ่น โดยส่วนตัวผมคิดว่า โอโคโนมิยากิ เป็นอาหารแบบบ้านๆ เพราะหลายๆ ร้านที่เคยทานมา มักจะเป็นร้านเล็กๆ แม่ทำลูกสาวเสิร์ฟ หรือผัวทำเมียเสิร์ฟ ถ้าใครเคยดูซีรีส์ญี่ปุ่นทางช่อง NHK เมื่อปีสองปีที่ผ่านมาก็คงจะจำเรื่อง Teppan กันได้ ฉากหลักๆ ในการดำเนินเรื่องของหนังก็คือร้านโอโคโนมิยากิแบบบ้านๆ นี่แหละครับ หนังเรื่องนี้ดังขนาดที่คนญี่ปุ่นส่วนนึงสามารถเต้นท่า เทปปัง จากหนังเรื่องนี้กันได้เลย บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้ว Teppan มันไปเกี่ยวอะไรกับ Okonomiyaki คำตอบคือ เกี่ยวกันแบบแยกไม่ออกเลยครับ เพราะจะทำโอโคโนมิยากิได้ก็ต้องทำบนเทปปังหรือแผ่นเหล็กกระทะร้อน ดังนั้นร้านโอโคโนมิยากิทุกร้านต้องมีแผ่นเทปปัง ทีนี้คนไทยเราจะคุ้นกับคำว่าเทปปังยากิ ในความหมายของสเต๊กที่ทำและปรุงบนแผ่นเหล็กกระทะร้อน ซึ่งถ้าเรียกให้เต็มยศต้องเรียกว่า Teppanyaki Steak ครับ สรุปได้ว่า อาหารทั้งสองชนิดทำและปรุงบนแผ่นเหล็กกระทะร้อนเหมือนกัน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขออธิบายให้ละเอียดลงไปอีกว่า ร้านที่ขาย Teppanyaki Steak จะไม่มีโอโคโนมิยากิขาย แต่ที่ร้าน Okonomiyaki อาจจะมีสเต๊กเนื้อเทปปังยากิขายด้วยก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะร้าน Teppanyaki ทุกร้านจะเน้นการขายเนื้อสเต๊กเป็นหลัก หรือเรียกว่าเป็นร้านเฉพาะทางก็ได้ แต่ร้านโอโคโนมิยากิจะขายอาหารหลายอย่างที่ทำและปรุงบนแผ่นเหล็กกระทะร้อนได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าคำว่า Okonomiyaki นั้นมันมีความหมายครับ
คำว่า Okonomiyaki นั้นมาจากคำว่า Okonomi ที่แปลว่า ความชอบ และ Yaki ที่แปลว่า ย่าง รวมกันแล้วให้ความหมายว่า เอาของที่ท่านชอบมาปรุง ดังนั้นร้านโอโคโนมิยากิส่วนใหญ่จึงมักจะมีเมนูหลากหลาย ตั้งแต่ของง่ายๆ อย่างไข่ไปจนของแพงๆ ดีๆ อย่างเนื้อวัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะจุดเริ่มต้นของอาหารชนิดนี้มีที่มาจากการทำอาหารทานในบ้าน ในยุคที่ญี่ปุ่นอยู่ในช่วงสงคราม ข้าวและวัตถุดิบอื่นๆ หาไม่ได้ง่าย แม่บ้านต้องปรับตัวด้วยการนำของที่พอจะหาได้มาปรุงอาหาร บางทีก็มีผัก บางวันก็มีเนื้อ กำหนดตายตัวไม่ได้ว่าจะมีอะไรในวันนั้น บรรดาแม่บ้านผู้มีจินตนาการจึงคิดอาหารชนิดหนึ่งขึ้นมาจากของที่เหลือหรือหาได้แล้วเรียกว่า Okonomiyaki จากอาหารในบ้านก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนมากขึ้น และเริ่มกระจายสู่ร้านอาหารนอกบ้าน และจากการปรุงทีละชิ้นทีละแผ่นบนกระทะธรรมดาๆ ก็เริ่มมีการคิดค้นการใช้แผ่นเหล็กกระทะร้อนมาปรุง อย่างที่บอกแล้วว่าร้านแบบนี้ส่วนใหญ่จะมีบรรยากาศแบบบ้านๆ เวลาเดินเข้าไปในร้านจะให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปทานอาหารในบ้านเพื่อน การสั่งอาหารในร้านโอโคโนมิยากิ ก็จะเป็นไปในแบบกันเอง ลูกค้าอยากทานอะไรก็สั่งได้ ไม่มีในเมนูก็สั่งได้ จะเอาโน่นผสมนี่ก็สั่งได้ และที่สำคัญคือราคาถูก เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่จะเป็นของที่หาได้ง่าย จึงได้รับความนิยมจากบรรดาคนทำงานและแพร่กระจายไปจนทั่วญี่ปุ่น
วัตถุดิบพื้นฐานของโอโคโนมิยากิ จะประกอบด้วย แป้ง น้ำ ไข่ กะหล่ำปลี และอื่นๆ ที่หาได้หรือที่อยากทาน ไอ้ตรงอื่นๆ นี่แหละครับคือเสน่ห์ของโอโคโนมิยากิ เพราะไอ้อื่นๆ นี่จะนำมาปรุงร่วมกับโอโคโนมิยากิ หรือจะแยกปรุงเป็นเมนูอื่นๆ ก็ได้ด้วย คือคุณอยากทานอะไรบอกเขาไป ถ้ามีของรับรองว่าเขาจัดให้ ไปโอซากาทีไรต้องได้แวะไปทานโอโคโนมิยากิอยู่บ่อยๆ ผมทานทั้งแบบร้านบ้านๆ และร้านดีๆ แต่ระยะหลังไปติดใจอยู่ร้านหนึ่งจนกลายเป็นร้านประจำไปแล้ว ร้านนี้ชื่อ Chibo ครับ ตอนแรกที่ไปทานก็ไม่เคยสังเกตป้ายอะไรเลย แต่พอไปทานบ่อยขึ้นถึงแอบเห็นสติกเกอร์ของรายการทีวีบ้าง นิตยสารดังๆ บ้าง ติดอยู่มุมร้าน เป็นเครื่องชี้บ่งว่าร้านนี้ไม่ธรรมดา สติกเกอร์แผ่นนึงดูคุ้นตาพอไปดูใกล้ๆ ถึงจำได้ว่าเป็นสติกเกอร์ของรายการ Maki Restaurant ที่ออกอากาศอยู่ทาง True Vision พูดถึงเรื่องนี้ทีไรอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับบ้านเรา ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยชอบโชว์ป้ายพวกนี้กันเท่าไร ถ้าไม่ตั้งใจเดินมาดูไม่มีทางเห็น ยิ่งร้านระดับ Michellin นี่ไม่มีป้ายใดๆ ทั้งสิ้น ผิดกับบ้านเราที่ดูเหมือนป้ายเชิญชิมต่างๆ จะมีความน่าสนใจมากกว่าฝีมือที่แท้จริง
เมนูของร้าน Chibo นี้แน่นอนว่าอาหารจานหลักต้องเป็น Okonomiyaki ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละท่าน มีทั้งแบบมาตรฐาน และแบบพิสดาร ใครไม่ค่อยคุ้นเคยก็ไม่ต้องห่วง เพราะเมนูของร้านนี้เขามีภาพและภาษาอังกฤษให้ด้วย เข้าใจง่ายและไม่พลาดในการสั่ง นอกเหนือจากโอโคโนมิยากิแล้ว ของเด็ดที่ต้องสั่งก็คือ Tompei หรือ ไข่ยัดไส้สไตล์โอซากา เมนูนี้แสนจะธรรมดาก็แค่ไข่ม้วนที่มีไส้เป็นเบคอนหั่นอยู่ด้านในแล้วราดด้วยซอสโอโคโนมิยากิ เสิร์ฟปุ๊บหมดปั๊บต้องสั่งซ้ำเลยสำหรับเมนูนี้ แก้เลี่ยนกันหน่อยด้วย Kimchibuta หรือเบคอนผัดกิมจิ เมนูง่ายๆ อีกแล้ว แต่รสชาติถูกใจคนไทย เพราะได้รสเผ็ดนิดๆ ของกิมจิมากระตุ้นต่อมน้ำลาย จนได้ที่แล้วก็ไปต่อที่เมนู Yakisoba ผมทานมาหลายร้านแล้ว แต่ของ Chibo นี่เขาผัดได้แห้งและเข้าเส้นจนไม่ต้องปรุงรสอะไรเพิ่มอีกเลย ที่สำคัญเส้นยังเหนียวนุ่มไม่เละ ผัดมาวางตรงหน้าไม่ถึง 10 นาที ก็ไม่มีเหลือแล้ว ปิดท้ายด้วยโอโคโนมิยากิสูตรต้นตำรับของ Chibo ที่มีทั้งซีฟู้ดและเบคอนสอดแทรกอยู่ด้านใน ใครไม่แน่จริงอย่าสั่งกินคนเดียว เพราะทั้ง 4 รายการที่ว่ามา ควรไปอย่างน้อย 2 ท่าน และถ้าจะทานให้สนุกยิ่งขึ้นต้องนั่งหน้าเตาดูพ่อครัวเขาทำ โดยเฉพาะตอนทำไข่ยัดไส้ดูแล้วมันช่างคล่องแคล่วดีเหลือเกิน หรือตอนผัดเส้นบะหมี่ก็สนุกดูน่าทาน หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องปิดท้ายด้วยโอโคโนมิยากิ คำตอบคือ มันใช้เวลานานกว่าจะสุกสักแผ่นก็ประมาณ 15-20 นาที ต้องมีอาหารเรียกน้ำย่อยมาขัดตาทัพก่อนถึงจะสะกดน้ำลายไม่ให้สอ พอโอโคโนมิยากิพร้อมเสิร์ฟ เขาจะโชว์การบีบมายองเนสด้วย ใครชอบของอร่อยโชว์สนุกมาร้าน Chibo นี้รับรองไม่มีผิดหวัง ที่สำคัญถูกตังค์ดีด้วย ทาน 2 คน 4 เมนู ไม่ถึง 4,000 เยนครับ
ร้าน Chibo หาไม่ยาก มีหลายสาขาที่โอซากา ที่หาง่ายที่สุดก็สาขา Dotombori ใกล้ย่านชินไซบาชิ ถ้าตั้งต้นจากสะพานกูลิโกะที่คนไทยรู้จักกันดี ก็เดินไปทางร้าน Kanidoraku ที่มีสัญลักษณ์รูปปูตัวใหญ่ขยับขาไปอยู่หน้าร้าน บนถนนเส้นนี้มีร้าน Kanidoraku อยู่ 3 ร้าน ร้านแรกตรงข้ามกับร้าน Tsutaya จะเป็นสำนักใหญ่ ตอนกลางมีอีกร้าน และสุดถนนมีอีกร้าน ร้าน Chibo ที่ว่านี้อยู่ระหว่างร้าน Kanidoraku ร้านตรงกลางและร้านสุดถนน หาไม่ยากเพราะมีป้ายชื่อร้านชัดเจน ถ้าไม่อยากรอนานไปเร็วนิดนึง เพราะหลัง 1 ทุ่มไปแล้วคนค่อนข้างแน่น เห็นคนต่อคิวแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า ร้านเขาดังขนาดไหนครับ







