
หลุสดำหลังม่านมังกร ความเหลื่อมล้ำที่ต้องถมให้เต็ม
ในวันที่จีนประกาศให้ สีจิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศคนต่อไปที่มาพร้อมกับคำมั่นสัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ในวันที่จีนประกาศให้ สีจิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศคนต่อไปที่มาพร้อมกับคำมั่นสัญญาถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวจีนทุกคน สื่อท้องถิ่น ตลอดจนเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั่วแดนมังกรกลับพูดคุยขุดคุ้ยแสดงความเห็นอย่างเมามันกรณีเด็กชาย 5 คน อายุระหว่าง 9-13 ปี ในหมู่บ้านชาเชียงยาน เมืองปีเจีย ต้องจบชีวิตลงท่ามกลางกองขยะที่ถูกทิ้งขว้าง
ไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนั้น ทั่วโลกอดที่จะตกอยู่ในอาการอึ้งอีกครั้งไม่ได้ เมื่อสื่อจีนตีแผ่เรื่องราวปากกัดตีนถีบของสามีภรรยาชาวจีนคู่หนึ่ง ที่ละทิ้งผืนนากว้างใหญ่และวิถีชีวิตที่ไม่ต้องอัตคัดมาอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น กว่างโจว เพื่ออนาคตทางการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับบุตรชาย ยอมกระทั่งเป็นคนงานทำความสะอาดส้วมสาธารณะ และใช้สถานที่แห่งนั้นเป็นบ้านซุกหัวนอน
กระนั้นสิ่งที่น่าทึ่งและหนักอึ้งยิ่งกว่าก็คือ สถานการณ์ข้างต้นไม่ใช่กรณีเฉพาะที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง หากแต่เป็นหนึ่งในหลายร้อยตัวอย่างของสภาพที่เกิดขึ้นจริงของสังคมจีนในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำระหว่างคนมีกับคนไม่มี
เป็นความจริงที่เริ่มเป็นที่ตระหนักแล้วว่า เศรษฐกิจซึ่งกำลังเติบโตอย่างมั่งคั่งรุ่งโรจน์ที่เฉิดฉายบนดินแดนหลังม่านไม้ไผ่แห่งนี้ ยังคงมีมุมมืดที่ความรุ่งเรืองนั้นเข้าไปไม่ถึง และความพยายามของผู้นำที่จะรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนยังเป็นเป้าหมายที่ห่างไกล
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ผู้คนไม่น้อยต้องจำยอมกลายเป็น “ผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง” โดยเฉพาะกับบรรดาเด็กๆ ตามชนบทห่างไกลที่พ่อแม่จำต้องหรือต้องการละทิ้งไว้ เพื่อเดินทางแสวงหาโอกาสที่เชื่อว่าดีกว่าตามเมืองใหญ่ๆ
หรือไม่เช่นนั้นก็อาจผลักไสตนเองให้ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มี เพื่อเดิมพันกับความหวังที่จะร่ำรวยในอนาคต แม้สิ่งนั้นจะหมายถึงมาตรฐานชีวิตที่ตกต่ำหรือสำนึกรับผิดชอบชั่วดีก็ตาม
ก่อเป็นความกังขาสะกิดใจสังคมและเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่สำหรับคณะผู้ปกครองประเทศอย่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า หากไม่รีบแก้ไขเร่งด่วนจะมีผลกระเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของพรรคที่สืบทอดอำนาจปกครองประเทศมายาวนานหลายทศวรรษ
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจีนจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาในอดีต แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนอีกหลายล้านคนในประเทศยังคงไม่อาจดิ้นหนีจากความยากจนได้พ้น
เรียกได้ว่า ขณะที่เศรษฐกิจและสังคมที่พัฒนาทำให้จำนวนคนร่ำรวยมั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น แต่จำนวนคนจนกลับไม่ได้ลดลงด้วยเลยแม้แต่น้อย
ยืนยันได้จากผลการสำรวจข้อมูลล่าสุดของอินเด็กซ์ มุนดี ซึ่งพบว่าปริมาณประชาชนชาวจีนที่ใช้ชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ความจนที่รัฐบาลตั้งเอาไว้ หรือมีรายได้ไม่เกิน 2,300 หยวนต่อปี (ราว 1.15 หมื่นบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 31 บาทต่อวัน) เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ 2.8% ในปี 2554 เป็น 13.4% ในปี 2555 โดยมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 128 ล้านคนของประชากรทั่วประเทศจีน
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเห็นตรงกันว่า สาเหตุที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลปรับเพิ่มเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของประชาชนเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่อีกสาเหตุหนึ่งเป็นผลพวงมาจากความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันภายในสังคม โดยมีระบบกฎเกณฑ์ของภาครัฐเป็นตัวเกื้อหนุน
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปที่ข่าวการเสียชีวิตของกลุ่มเด็กชายข้างต้นที่พ่อแม่ของทุกคนทิ้งไว้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของปู่ย่าตายาย โดยข่าวดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเศร้าสลดใจให้คนสังคม ซึ่งที่กำลังเรียกร้องให้พ่อแม่ดูแลรับผิดชอบลูกๆ ของตนเองเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบบริการสังคมของภาครัฐที่ขาดแคลนอย่างรุนแรง
เพราะหลังจากที่สื่อท้องถิ่นในเมืองปีเจียขุดคุ้ยลงลึกในรายละเอียดของเหตุเศร้าสลดข้างต้นกลับพบว่า เด็กเหล่านี้หายตัวออกจากบ้านในเมืองปีเจียได้กว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ก่อนเสียชีวิตจากการรมควันพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เด็กๆ อาจพยายามก่อไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายในคืนฤดูหนาวของวันที่ 15 พ.ย. ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่า เกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความเป็นอยู่ สุข-ทุกข์ของชาวบ้าน
ร่างไร้วิญญาณของเด็กชายทั้ง 5 คน ถูกพบห่างจากหมู่บ้าน ชาเชียงยวน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองปีเจียไปราว 25 กิโลเมตร โดยในระหว่างนั้นกลับไม่มีความพยายามใดๆ ของเจ้าหน้าที่ในการค้นหาเบาะแสของเด็กเหล่านั้นแม้สักนิดเดียว
“เราล้มเหลวในการบริหารจัดการงานของเรา เราละเลยที่จะใส่ใจระมัดระวังกับหน้าที่การงานของเราให้เพียงพอ” ถังกวางซิง โฆษกประจำเมืองปีเจีย ยอมรับก่อนเปิดเผยว่า หน่วยงานต้นสังกัดได้สั่งปลดเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับคดี 6 คน รวมถึงคุณครูใหญ่โรงเรียนอีก 2 คนด้วย
ด้านสื่อของรัฐอย่าง ปักกิ่ง ยูธ เดลี (Beijing Youth Daily) ก็ร่วมออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเช่นกัน โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความอับอายที่ไม่สามารถชะล้างลบเลือนได้โดยสังคมที่เจริญรุ่งเรืองศิวิไลซ์ ขณะที่ทางสำนักข่าวซินหัวได้ตำหนิติเตียนระบบการศึกษาของจีนที่วัดความสำเร็จจากคะแนนผลการเรียนและให้ความสำคัญกับเด็กเรียนเก่งเรียนดีมากกว่าเด็กหัวอ่อนเรียนแย่ จนต้องเขียนบทความเตือนสติสังคม
“โปรดอย่าลืมพันธกิจหลักของการศึกษาภาคบังคับให้ความรักและความรับผิดชอบแผ่ขยายออกไป เช่น แสงอาทิตย์ส่อง” บทบรรณาธิการของซินหัวระบุ โดยมีความนัยหมายถึงการให้เวลาใส่ใจลูกหลานและเรียกร้องให้ครอบครัว สังคม และรัฐบาลคิดทบทวนกับระบบและสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
การเรียกร้องในลักษณะข้างต้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อช่วงปี 2554 ที่ผ่านมา กรณีหนูน้อยชาวกว่างโจววัยกระเตาะรายหนึ่งโดนรถชนสองครั้งซ้อน แต่กลับไม่มีใครให้ความช่วยเหลือและคนสัญจรผ่านไปมาอย่างน้อย 18 คน ตามบันทึกกล้องวงจรปิดก็เลือกที่จะมองไม่เห็น หรือไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ
ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ที่ส่งผลให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิพากษ์สังคมจีนเกิดอาการวิตกทุกข์ร้อน เพราะสะท้อนให้เห็นว่าจริยธรรมของสาธารณะกำลังผุพัง สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่งคั่งรวดเร็ว
ทว่า จุดสนใจสำหรับคดีสะเทือนอารมณ์ครั้งล่าสุดนี้ไม่ได้อยู่ที่บรรทัดฐานทางจริยธรรมของสังคมเหมือนเช่นคราวที่แล้ว แต่อยู่ที่สถานการณ์เลวร้ายของรากฐานที่สำคัญที่สุดในสังคมอย่างครอบครัว และความอ่อนด้อยในการบริหารจัดการด้านสังคมของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ซึ่งอยู่ในสภาวะยากจนอย่างหนัก
มีการประมาณการกันว่า เด็กจีนทั่วประเทศราว 58 ล้านคน ขาดการเอาใจใส่จากพ่อแม่ และต้องอยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายาย เนื่องจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองตัดสินใจเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่
แม้รายละเอียดชีวประวัติของเด็กชายทั้ง 5 คน ที่เสียชีวิตจะยังไม่ชัดเจน แต่ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นรายงานว่าเด็กทั้งหมดเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โดยมีชื่อว่า จงจิน จงหง จงหลิน ชง และโป โดยเจ้าหน้าที่พบเด็กทั้งหมดในที่เก็บขยะขนาด 1.5x1.3 เมตร ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส และมีฝนตกโปรยๆ ในคืนก่อนหน้า
รายงานจากซินหัวระบุว่า เหมือนชะตาเล่นตลก เพราะ 2 ใน 5 ของพ่อเด็กเหล่านั้นทำงานเป็นพนักงานเก็บขยะในเมืองเสิ่นเจิ้น เมืองการค้าที่อยู่ติดชายแดนเขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกง แม่ของเด็กรายหนึ่งทำงานในเสิ่นเจิ้นเช่นกัน ขณะที่แม่ของเด็กอีกคนหนีหายไปนานแล้ว ส่วนพ่อแม่ของเด็กอีกราย แม้จะยังอาศัยอยู่ในเมืองปีเจียโดยยังชีพด้วยการทำนา แต่ก็วุ่นวายกับการหาเลี้ยงปากท้องจนไม่มีเวลา และปล่อยให้เด็กดูแลตัวเองตามมีตามเกิด
หลี่หยวนหลง อดีตผู้สื่อข่าวซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองปีเจีย โพสต์ข้อความบรรยายสภาพที่เกิดเหตุบนเว็บไซต์ว่า เด็กๆ ทั้งหมดดูจะใช้ชีวิตช่วงหนึ่งตามยถากรรมที่กองขยะเหล่านั้นก่อนเสียชีวิต เห็นได้จากการสร้างที่กำบังชั่วคราวจากเศษเสื้อพลาสติก ก้อนอิฐและไม้อัดไว้ข้างๆ สถานที่ทิ้งขยะ
คำบอกเล่าของหลี่หยวนหลงสะท้อนให้เห็นภาพเด็กๆ ที่ถูกละเลยอย่างแท้จริง จนผู้ที่ติดตามข่าวสารจำนวนหนึ่งเห็นว่า คนที่สมควรโดนตำหนิมากที่สุดก็คือพ่อแม่ที่ขาดความรับผิดชอบไม่ยอมใส่ใจดูแลบุตรหลานของตนเองให้ดี
“แม้เธอจะถูกทิ้งในกองขยะ แต่เธอก็ไม่ใช่ขยะ” เจิงหยวนเจีย นักเขียนหนังสือสำหรับเด็กแสดงความเห็นผ่านไมโครบล็อกของตนเอง ขณะที่ เหลียงหงจิน พนักงานดูแลลานจอดรถแห่งหนึ่งในปักกิ่ง ซึ่งอพยพมาจากมณฑลเหอหนาน กล่าวว่า ปู่ย่าตายายซึ่งแก่เฒ่าชราภาพแล้วและต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นกันจะดูแลลูกหลานให้ได้มากแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม แม้ภายหลังจากที่มีการเผยแพร่รายงานข่าวชิ้นนี้ จะส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่อย่างหนาหู แต่ความฉับไวในการตอบสนองความทุกข์ร้อนของประชาชนของเจ้าหน้าที่ทางการก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเช่นเดียวกัน
หลี่ฟางผิง ทนายความของครอบครัวเด็กที่เสียชีวิตระบุว่า ครอบครัวเด็กแจ้งข่าวการหายตัวของเด็กๆ ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกลับไม่มีการจัดกำลังออกค้นหาอย่างจริงจัง โดยทนายหลี่กล่าวว่า กระบวนการค้นหาของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว
นอกจากนี้ หนทางการจัดการของรัฐบาลกลับสร้างความหวาดวิตกให้กับผู้คนในสังคมจีนได้มากกว่า โดย ไชนา ดิจิตอล ไทมส์ หน่วยงานที่เฝ้าตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนจีนจากสหรัฐระบุว่า รัฐบาลได้เซ็นเซอร์เนื้อหาและการรายงานข่าวทันที โดยขอให้สื่อทุกฉบับทุกสำนักยึดรายงานตามสำนักข่าวซินหัว พร้อมกับการห้ามส่งนักข่าวลงพื้นที่
เรียกได้ว่าเป็นการจัดการกับปัญหาที่ไม่ถูกจุดอย่างรุนแรง โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นวิธีที่สะท้อนให้เห็นสิ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญคือภาพลักษณ์มากกว่าการแก้ปัญหาสุข-ทุกข์ของประชาชน ซึ่งทำให้เกิดระบบที่เอื้อคนรวย ไม่ช่วยคนจน จนที่สุดก็ผลักดันให้ชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือกมากนักยอมกัดฟันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานชีวิตที่มนุษย์สมควรจะมี เช่น กรณีของคู่สามีภรรยา เหลียวเสี่ยวหมิงและหวังซวนนา
ทั้งนี้ ทั้งสองยอมตัดใจทิ้งที่นาและชีวิตเรียบง่ายแสนสบายในชนบทเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตงทางตอนใต้ของจีน เพื่อให้ลูกชายคนเดียววัย 13 ปี เข้าถึงการศึกษาที่ดีๆ ที่ยังคงไปไม่ถึงหมู่บ้าน พร้อมตัดสินใจยอมทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ โดยแม้เงินเดือนจะน้อย แต่ก็มีเงื่อนไขสำคัญที่สวัสดิการ ซึ่งจะยกเว้นค่าเล่าเรียนลูกตามระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี
และเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายสองสามีภรรยา จึงเลือกที่จะอาศัยอยู่ในห้องเก็บของด้านหลังห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งมีขนาดเทียบเท่ากับเตียงขนาดใหญ่ 2 เตียงต่อกันเท่านั้น โดยจัดสรรพื้นที่ให้เป็นทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องอาบน้ำ ห้องทำงานและห้องนั่งเล่น และฝึกตนเองให้คุ้นชินกับสารพัดกลิ่นจากห้องน้ำสาธารณะที่ทั้งสองมีหน้าที่รับผิดชอบดูแล
“ถ้าไม่ใช่เพื่อการเรียนของลูกชายเราคงไม่รับงานนี้ เพราะเงินน้อยแถมลำบาก เราสามารถหาเงินได้มากกว่านี้มาก ถ้าเรากลับไปหมู่บ้านปลูกผักเลี้ยงหมูตามประสาเรา” คู่สามีภรรยากล่าว
ความเห็นของเหลียวเสี่ยวหมิงและหวังซวนนา ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานยืนยันที่แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาและการบริการดูแลประชาชนอยู่ในระดับใด
ขณะที่การตายของเด็กชายทั้ง 5 คน คือ สิ่งที่ หวังเซินเหยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิการสังคมประจำมหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งปักกิ่ง กล่าวว่า สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของระบบรัฐบาล โดยเฉพาะการดูแลใส่ใจอนาคตของเด็กๆ
“ระบบของรัฐขาดแคลนทั้งที่พัก เจ้า
หน้าที่ประจำ และอาสาสมัคร รวมถึงการพูดคุยสื่อสาร เพื่อเข้าถึงบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านี้อย่างเร่งด่วน” หวังเซินเหยา ระบุพร้อมย้ำปิดท้ายว่า ทั้งหมดเป็นพื้นที่ว่างที่ยังคงรอให้รัฐบาลจีนมาจัดการเติมให้เต็มโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป







