
"ไทย"เจ้าตลาดอาเซียนต่างชาติแห่เที่ยวสูงสุด
ไทยครองแชมป์การท่องเที่ยวในอาเซียน ยอดชาวต่างชาติเดินทางสูงสุด ขณะที่ฝรั่งเศสครองแชมป์แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมโลก
ไทยครองแชมป์การท่องเที่ยวในอาเซียน ยอดชาวต่างชาติเดินทางสูงสุด ขณะที่ฝรั่งเศสครองแชมป์แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมโลก
รายงานฉบับล่าสุดขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกยังสามารถเติบโตได้ดี โดยในช่วง 8 เดือนของปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุบสถิติถึงราว 705 ล้านคน และคาดว่าจะดันให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดทั้งปี 2555 นี้พุ่งขึ้นไปแตะ 1,000 ล้านคนได้เป็นครั้งแรก โดยในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็นภูมิภาคย่อยที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด นำโดยประเทศไทย
รายงานระบุว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นราว 13 ล้าน คน หรือ 6% โดยที่ภูมิภาคย่อยในกลุ่มอาเซียนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 10% ซึ่งเป็นผลจากการเดินทางระหว่างประชาชนในภูมิภาคที่มากขึ้น โดยพม่านับเป็นจุดหมายใหม่ที่มาแรง มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 26% จากปีที่แล้ว ขณะที่ไทยและกัมพูชามีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20%
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นสูงที่สุดกว่า 3 ล้านคน ตามมาด้วยสิงคโปร์กว่า 1 ล้านคน ขณะที่มาเลเซียนั้น แม้จะมีจำนวนชาวต่างชาติเข้าประเทศสูงที่สุดในอาเซียน และสูงเป็นลำดับที่ 9 ของโลก แต่ก็เป็นการนับการผ่านเข้าออกรายหัวทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึงชาวสิงคโปร์ที่ขับรถไปทำงานในมาเลเซียทุกวันด้วย
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังคงเป็นประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกสูงที่สุดในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 79.5 ล้านคน ตามมาด้วย สหรัฐ จีน สเปน และอิตาลี ขณะที่ 5 ประเทศที่ได้เงินจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงที่สุดนั้น นำโดยสหรัฐ ซึ่งอยู่ที่ 1.16 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สเปน ฝรั่งเศส จีน และอิตาลี ซึ่งทางองค์การการท่องเที่ยวโลก ระบุว่า บรรดานักท่องเที่ยวได้ใช้จ่ายกันทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว
รายงานยังได้จัดอันดับนักท่องเที่ยวชาติที่ใช้จ่ายเงินเยอะที่สุด ปรากฏว่าชาวเยอรมันยังคงครองแชมป์นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก โดยใช้จ่ายไป 8.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว ตามมาด้วยนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 18% จากตัวเลขของเมื่อปี 2553







