
แฉปมฉาว ผอ.ซีไอเอ ชู้รักสะท้านมะกัน
ในขณะที่บ้านเรากำลังตกอยู่ในภวังค์ของ “แรงเงา” มหากาพย์ละครน้ำเน่าแห่งปี ข้ามฟากไปยังฝั่งตะวันตก
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
ในขณะที่บ้านเรากำลังตกอยู่ในภวังค์ของ “แรงเงา” มหากาพย์ละครน้ำเน่าแห่งปี ข้ามฟากไปยังฝั่งตะวันตก ก็มีเรื่องอื้อฉาวไม่แพ้กันกับประเด็น “รักหลายเส้าสะท้านโลก” ของ เดวิด เพเทรอัส อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ “ซีไอเอ” กับนักเขียนสาวและอดีตเจ้าหน้าที่ทางทหาร วัย 40 ปี พอลลา บรอดเวลล์
ไฟราคะระหว่างท่านผู้อำนวยการกับสาวพอลลานั้น ปะทุขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยในขณะนั้น พอลลาเป็นเพียงนักศึกษาปริญญาโทที่แอบปลื้ม และถึงขั้นคลั่งไคล้เพเทรอัส ซึ่งเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยพอดิบพอดี โดยหลังจากที่ได้แลกนามบัตรกับไอดอลในดวงใจ พอลลาก็ติดต่อกับเพเทรอัสเป็นประจำจนกลายเป็นเพื่อนซี้ต่างวัย
แต่ว่ากันว่าจุดเปลี่ยนสำคัญนั้นเกิดขึ้นเมื่อจู่ๆ ฝ่ายหญิงขอติดตามผู้อำนวยการไปยังอัฟกานิสถาน โดยอ้างว่าจะนำข้อมูลไปเขียนหนังสือ
ไม่รู้เป็นเพราะความหวังดี หรือเพราะไม่อาจต้านทานรอยยิ้มมหาเสน่ห์ ผิวสีน้ำผึ้ง และหุ่นเซ็กซี่อันเร้าใจของพอลลาได้ เพเทรอัสหรือที่สาวพอลลาตั้งนิกเนมสุดคิกขุให้ว่า “พีชเชส” จึงอนุญาตให้สาวเจ้าติดตามตนไปยังสมรภูมิรบถึง 6 ครั้งในช่วงเวลา 1 ปี แถมยังให้กินอยู่แบบ “เฟิสต์ คลาส” เล่นเอาทหารนายอื่นๆ อึ้งกันเป็นแถว แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดหรือทำอะไรอยู่ดีเพราะถือเป็นคำสั่งของผู้อำนวยการ
พยานรายหนึ่งแฉว่า ทั้งคู่ชอบวิ่งออกกำลังกายด้วยกันตอนเช้า และยังมีการส่งสายตาหยาดเยิ้มหากันตลอดเวลาอีกด้วย จนที่ในที่สุดก็นำไปสู่การลักลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดแดงขึ้นมา เพเทรอัส ซึ่งแต่งงานมานาน 37 ปี และมีลูก 2 คน จึงตัดสินใจลาออกทันทีเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ปิดฉากตำนานนายทหารระดับแถวหน้าของเมืองลุงแซม ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งเคยถูกยกให้เป็นตัวเก็งลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐในศึกเลือกตั้งข้างหน้า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่ทำให้ชู้รักดังกล่าวกลายเป็น “ทอลก์ออฟเดอะทาวน์” ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืนไม่ใช่เพราะเป็นเรื่อง “ผัวนอกใจเมีย” ทั่วไป แต่เพราะซ่อนเร้นไปด้วยความฉาวโฉ่ชนิดที่ละครน้ำเน่ายังต้องเรียกพี่
เรียกได้ว่า ยิ่งขุดคุ้ยหาหลักฐานประกอบการสืบสวนมากเท่าใด ก็ยิ่งมีตัวละคร ไล่ตั้งแต่นายทหารระดับล่างจนสูง ตลอดจนแม่บ้านไฮโซอารมณ์เปลี่ยว เข้ามาเกี่ยวข้องกับนิยายเรื่องนี้มากขึ้น และที่สำคัญก็คือ อาจถูกยกระดับเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เลยทีเดียว
เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้ต้องหาในคดีชู้รักสัมพันธ์สวาทครั้งนี้มีดีกรีเป็นถึงหัวเรือใหญ่กุมบังเหียนหน่วยข่าวกรองของมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เปรียบเสมือนผู้กุม “ความลับ” ของจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเอเลียนว่ามีจริงหรือไม่ รวมทั้งปมปริศนาบันลือโลก “ใครสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี” ว่ากันว่าเพเทรอัสผู้นี้ผู้เดียวรู้คำตอบหมด
ซีไอเอจึงไม่รอช้า รีบสั่งเจ้าหน้าที่บุกค้นบ้านพอลลาทันที เพราะไม่รู้ว่าระหว่างที่ทั้งสองกำลังกุ๊กกิ๊กกันอยู่นั้น ผู้อำนวยการเผลอเล่าความลับของชาติอะไรไปบ้าง หรือไม่ก็อาจโดนชู้รักตัวเองล้วงข้อมูลโดยไม่รู้ตัว โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง พร้อมแฟ้มเอกสารกองโตจากบ้านพอลลาก็ต้องช็อกเมื่อพบเอกสารและข้อมูลระดับ “ท็อปซีเครต” จำนวนหนึ่ง
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเชื่อคำของเพเทรอัสที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยเผยความลับใดๆ ให้กับหญิงผู้นี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสายเกินแก้เสียแล้ว เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พอลลาได้รับเชิญขึ้นกล่าวที่มหาวิทยาลัยเดนเวอร์ในสหรัฐ ซึ่งงานนี้เจ้าตัวก็ได้เผยสุดยอดความลับต่อหน้าผู้ฟังกว่าร้อยชีวิต ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ประท้วงหน้าเลือดก่อเหตุจลาจลที่สถานกงสุลสหรัฐในลิเบียเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็เพราะมี “คุกลับ” อยู่ใต้สถานกงสุลนั่นเอง
“เราขอยืนยันว่า ไม่มีคุกลับใดๆ อยู่ภายใต้สถานกงสุลสหรัฐในลิเบียตามที่คุณบรอดเวลล์กล่าวอ้าง” ทางซีไอเอ รีบแก้ข่าว
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าปัญหาของซีไอเอจะจบลงแต่เพียงแค่นี้ เพราะแว่วว่า สาวพอลลานั้นคิวแน่นเอี้ยดเพราะต้องเดินสายโปรโมตหนังสือแฉผู้อำนวยการแบบหมดเปลือก ทั้งการพบปะแฟนคลับ ออกรายการทอล์กโชว์ วิทยุ และอีกสารพัดงานอีเวนต์ โดยกูรูบางรายถึงขั้นเตือนว่า โชคดีที่พอลลาไม่ได้เป็นสายลับ มิฉะนั้นเมืองลุงแซมมีหวังตกเป็นเป้านิ่งอย่างแน่นอน!
ต้องติดตามกันต่อไปว่า จะมีการเผยความลับอะไรบ้างอีกหรือไม่
นอกจากคดีชู้รักครั้งนี้จะกลายเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เรื่องราวดังกล่าวยกระดับเป็นดราม่าขั้นเทพชนิดที่ผู้คนทั่วโลกเฝ้าติดตามกันแบบไม่กะพริบตาเลยทีเดียว
ไล่เรียงตั้งแต่ “วิธี” ที่ผู้อำนวยการกับพอลลาใช้ในการลักลอบคบหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงัดเทคนิคของ “สายลับ” หรือวิธีสื่อสารสุดล้ำที่ผู้ก่อการร้ายนิยมใช้กันนั่นเอง โดยงานนี้แทนที่จะส่งอีเมลหรือข้อความมือถือหากัน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่าย ทั้งคู่ตั้งอีเมลใหม่ร่วมกันเพื่อที่จะล็อกอินไปเช็กเมสเซจที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ในโฟลเดอร์
สมกับที่เป็นอดีตผู้อำนวยการซีไอเอจริงๆ
หรือจะเป็นจดหมายรักอันเร่าร้อนที่ทั้งคู่ส่งหากัน ซึ่งมีเนื้อหาติดเรตสุดๆ ทั้งการแสดง “ความต้องการ” อยากทำโน่นทำนี่ รวมทั้งการบรรยายกิจกรรมบรรเลงรักแบบฉากต่อฉาก ตลอดจนการทำลายภาพลักษณ์ “แฟมิลีแมน” ที่เพเทรอัสใช้เวลาสร้างมากับมือนานเกือบ 3 ทศวรรษ
“เขา (เพเทรอัส) เคยเป็นตัวอย่างให้กับนายทหารรุ่นน้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการรักษาและทุ่มเทให้กับชีวิตคู่แม้จะต้องอยู่ห่างไกลกันก็ตาม” เดลีเมล สื่อแท็บลอยด์ของเมืองผู้ดี กล่าว
แต่ที่ฉาวสุดๆ ก็เห็นจะเป็นกรณี “กิ๊กหึงกึ๊ก” จนนำไปสู่การเปิดโปง “มือที่ 4”ของรักหลายเส้าครั้งนี้
เรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า สาวพอลลาเริ่มหวาดระแวงว่า พีชเชสของสาวเจ้ากำลังคบกิ๊กอีกคน ซึ่งก็คือ จิล เคลลี แม่บ้านไฮโซ ซึ่งมีความสนิทสนมกับกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพเทรอัสเป็นอย่างดี เจ้าตัวจึงตัดสินใจส่งอีเมลข่มขู่เคลลีให้เลิกยุ่งกับท่านผู้อำนวยการ
“ฉันเห็นพวกเธอแตะเนื้อต้องตัวกันใต้โต๊ะ เธอควรจะเลิกแต่งตัวอย่างนั้นได้แล้วหากคิดจะมาเหยียบฐานทัพอีก” ข้อความในอีเมลฉบับหนึ่ง ระบุ
เคลลีจึงตัดสินใจแจ้งเอฟบีไอ ซึ่งในที่สุดก็สามารถสืบสาวเรื่องฉาวทั้งหมดมายังพอลลา และลากโยงไปถึงเพเทรอัส
แต่ก็ใช่ว่าเคลลีจะเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร เพราะแม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นชู้กับเพเทรอัส ทว่าเอฟบีไอก็ค้นพบอีเมลกุ๊กกิ๊กที่เคลลีส่งหา พล.อ.จอห์น อัลเลน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐในอัฟกานิสถาน และที่สำคัญก็คือ ฝ่ายอัลเลนยังเรียกเคลลีว่า “ที่รัก” อีกด้วย
ขณะนี้ทางการกำลังสอบอัลเลน แต่คาดว่าเจ้าตัวจะรอดตัวจากการต้องลาออก เพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ความสัมพันธ์ที่ “มากกว่าเพื่อน” ของอัลเลนกับเคลลีนั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ ขณะที่สาวเคลลีก็รีบคว้าโอกาสขณะที่แสงสปอตไลต์ดวงใหญ่กำลังสอดส่องมาที่ตัว สั่งแม่บ้านเปิดผ้าม่านทั่วทั้งบ้านเพื่อให้ฝูงสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวด้านนอกได้เก็บภาพกันเต็มที่ โดยเฉพาะช่วงที่เคลลีแกล้งทำเป็นนั่งดูข่าวตัวเองในทีวี
นับว่าเป็นมหากาพย์เรื่องฉาวที่สอนให้รู้ว่า ความหลงเพียงชั่วคราวกลับทำให้ฮีโร่ของชาติ กลายเป็นเพียงอดีตที่ใครๆ ก็ไม่อยากจดจำ







