
ผู้นำใหม่จีนเน้นสายกลาง
สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่ง8พ.ย.เน้นหลักประนีประนอม‘ไม่ชน’
สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่ง8พ.ย.เน้นหลักประนีประนอม‘ไม่ชน’
กูรูชี้ สีจิ้นผิง ว่าที่ผู้นำใหม่จีนชอบประนีประนอม เก็บตัว แต่เป็นจุดเด่นทำให้ทุกขั้วอำนาจยอมรับง่าย
เอเอฟพี รายงานอ้างนักวิเคราะห์ว่า สีจิ้นผิง ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของจีนต่อจาก หูจิ่นเทา ในต้นปีหน้า เป็นบุคคลที่มีแนวความคิดประนีประนอม และบ่อยครั้งมักจะเก็บตัวเงียบ ไม่เปิดเผยความคิดความเชื่อต่อสาธารณชนรับรู้มากนัก จนทำให้ยากต่อการคาดเดาว่าผู้นำคนใหม่จะดำเนินนโยบายจีนไปในทิศทางใดในอีก 10 ปีข้างหน้านี้
ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า การขึ้นมาของ สีจิ้นผิง จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นยากมาก เนื่องจากการเลือกดำเนินนโยบายที่ไม่หวือหวาจะทำให้ สีจิ้นผิง เป็นที่ยอมรับของผู้ทรงอิทธิพลและขั้วอำนาจต่างๆ ในพรรคอมมิวนิสต์ยอมรับได้โดยง่าย
นอกจากนี้ ด้วยการที่ สีจิ้นผิง เติบโตขึ้นมาจากระบบการเมืองกระแสตามขั้นตอนในพรรค และการที่เป็นลูกชายของ สีจงสุน อดีตแกนนำพรรคที่ร่วมต่อสู้เคียงคู่มากับ เหมาเจ๋อตง ในการทำสงครามปฏิวัติจีนในปี 2492 จึงน่าจะทำให้ สีจิ้นผิง เป็นบุคคลที่นิยมการปกครองและบริหารแบบประนีประนอมมากกว่า
“สีจิ้นผิง มักหลีกเลี่ยงการเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้สถานะต่อการเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่มีต่อเจ้าตัวเสียหายได้ ซึ่งการแสดงจุดยืนและนโยบายทางการเมืองที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเช่นนี้ ทำให้สามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งระดับสูงได้” วิลลี แลม นักวิเคราะห์การเมืองจีน กล่าว พร้อมเสริมว่าผู้นำจีนคนใหม่เป็นคนที่เล่นตามกติกาและไม่ชอบความเสี่ยง
ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ ซึ่งได้ไปเจาะข้อมูลจากโทรเลขของสถานทูตสหรัฐให้คำจำกัดความที่มีต่อ สีจิ้นผิง ว่าเป็นคนที่เก่งในการลงมือปฏิบัติและทะเยอทะยาน นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะเปลี่ยนผันจุดยืนตามทิศทางการเมืองกระแสหลักในช่วงนั้นๆ เพื่อสร้างโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ในอดีต สีจิ้นผิง ซึ่งเติบโตมากับครอบครัวของแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ เคยถูกขับไล่ไปเป็นกรรมกรในต่างจังหวัด ในช่วงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมปี 2509–2519 ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวทางการเมืองของจีน ทำให้ สีจิ้นผิง ได้กลับมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยทิงหัวในปี 2518 และเริ่มเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
ภายหลังจากเป็นสมาชิกพรรค สีจิ้นผิง ได้ไต่เต้าจากตำแหน่งระดับล่างด้วยการไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่พรรคตามต่างจังหวัด จนขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีหน้าที่บริหารเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างฝูเจี้ยน เจ้อเจียง และเซี่ยงไฮ้ ในปี 2550 และก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 9 สมาชิกคณะกรรมาธิการกรมการเมืองในปีถัดมา







