
เทียบหมัดต่อหมัดนโยบายคู่ชิงผู้นำสหรัฐ
เปรียบเทียบมุมมอง-แนวคิดด้านนโยบายและจุดยืนของ 2 ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีสหรัฐ ก่อนที่จะตัดสินกันในวันที่ 6 พ.ย.นี้
เปรียบเทียบมุมมอง-แนวคิดด้านนโยบายและจุดยืนของ 2 ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีสหรัฐ ก่อนที่จะตัดสินกันในวันที่ 6 พ.ย.นี้
เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐประจำปี 2012 โต๊ะข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ จึงรวบรวมจุดยืนและนโยบายในประเด็นต่างๆ โดยเปรียบเทียบมุมมอง แนวคิด ระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ 2012 ดังนี้
|
ประเด็นหลัก |
บารัก โอบามา |
มิตต์ รอมนีย์ |
|
เศรษฐกิจ และแผนจัดการหน้าผาการคลัง |
- กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงนามในกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งสหรัฐอเมริกา (American Recovery and Reinvestment Act) - แพคเกจตัดลดภาษีมูลค่า 7.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 23.04 ล้านล้านบาท) - เดินหน้าลงทุนในการศึกษา โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สาธารณสุข การวิจัยด้านพลังงาน และโครงการอื่นๆ - สนับสนุนการช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ - ลงนามในข้อตกลงการค้ากับโคลัมเบีย ปานามา และเกาหลีใต้ |
- วางแผนการตัดลดภาษี - ยกเลิกการปฎิรูปกฎหมายสุขภาพของประธานาธิบดีบารัก โอบามาเมื่อปี 2553 - ยกเลิกกฎหมายการธนาคารและตลาดวอลสตรีต ฉบับปี 2553 - ผ่อนปรนกฎข้อบังคับอื่นๆ ที่รอมนีย์เชื่อว่าฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ - ต่อต้านการช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ - เสนอให้มีการตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลส่วนกลาง แต่ไม่ได้ระบุในรายละเอียดว่ามีโครงการไหนที่จะต้องจัดการตัดลดบ้าง |
|
ภาษี |
- จัดการตัดลดภาษีที่แท้จริงเรียบร้อยแล้วสำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ - ยกเลิกการยกเว้นภาษีให้กับครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 2.5 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 7.5 ล้านบาท) และบุคคลธรรมดาที่มีรายได้มากกว่า 2 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี (ราว 6 ล้านบาท) จากสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช - เสนอ “กฎบัฟเฟต” ซึ่งให้เพิ่มการจัดภาษีกับบรรดาเศรษฐี |
- เตรียมยกระดับให้กฎยกเว้นภาษีต่างๆ ในช่วงประธานาธิบดีบุชใช้ได้โดยถาวร - เดินหน้าตัดลดภาษีรายได้ส่วนบุคคล - กำจัดภาษีรายได้ที่มาจากการลงทุน - ยกเลิกภาษีอสังหาริมทรัพย์ - จัดการลดอัตราการจัดเก็บภาษีองค์กร - ข้อมูลจากศูนย์นโยบายภาษีแสดงความเห็นว่า ผู้เสียภาษีที่มีรายได้สูงน่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากนโยบายของรอมนีย์ - เดินหน้าจัดระบบรายได้ของรัฐ พร้อมอุดรูรั่วโดยการยกเลิกภาษี (ไม่ระบุ) บางตัว |
|
หนี้และการขาดดุล |
- ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแผนการยกเลิกการยกเว้นภาษีสมัยประธานาธิบดีบุชจะช่วยหยุดอัตราการขยายตัวของการชาดดุลการค้าของสหรัฐให้ช้าลงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยตามแผนดังกล่าวจะทำให้อัตราการขาดดุลงบประมาณสหรัฐต่อปีลดลงมาอยู่ที่ 2.5% ภายในปี 2560 |
- ลดการใช้จ่ายภาครัฐ เน้นการประหยัด เช่น ยกเลิกระบบต่าง ๆ ทั้งการปฏิรูปนโยบายสุขภาพ การแปรรูปอัมแทรค กิจการรถไฟของสหรัฐให้เป็นเอกชน ตัดงบกองทุนวางแผนครอบครัว ตัดงบกองทุนสนับสนุนด้านศิลปะและบรรษัทเพื่อการกระจายเสียงสาธารณะ และลดเงินช่วยเหลือต่างประเทศ การยกเลิกโครงการข้างต้นจะช่วยให้รัฐบาลประหยัดรายจ่ายได้ถึง 9.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังเสริมศักยภาพด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ของประเทศ รวมถึงพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของลูกจ้างรัฐ ซึ่งจะช่วยลดการสิ้นเปลืองและการฉ้อฉล ที่ทำให้รัฐประหยัดได้มากถึง 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึง แผนงบประมาณที่จะเพิ่มเงินให้ได้ 3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 10 ปีข้างหน้า แต่ยังไม่มีการเอ่ยถึงในรายละเอียด |
|
การจ้างงาน |
- ผลักดันนโยบายการสร้างงานด้วยโครงการ “นำงานกลับบ้าน” ที่เดินหน้าปฎิรูปกฎหมายให้อุตสาหกรรมการผลิตกลับมาสร้างฐานการผลิตในบ้านเกิด - เตรียมออกกฎหมายสนับสนุนการส่งออก ผ่านข้อตกลงทางการค้าเสรี - ผ่อนผันภาษี เพื่อรักษางานให้อยู่ภายในประเทศสหรัฐ - สนับสนุนให้ฝึกฝนและให้ความรู้เพื่อเพิ่มทักษะแรงงาน |
- วางแผนสร้างงาน ซึ่งรวมถึงการทุ่มลงทุนใน “ทุนมนุษย์” (Human Capital) โดยเป็นแผนการตัดลดภาษีภาคธุรกิจองค์กรจาก 35% เป็น 25% - ยกเลิกการปฎิรูปกฎหมายประกันสุขภาพ และคงกฎหมายยกเว้นภาษีของรัฐบาลสมัยประธานาธิบดีบุช - ปกป้องตลาดแรงงานของสหรัฐ ในขณะที่พัฒนาความสามารถในการแข่งขัน โดยเพิ่มวีซ่าทำงานให้กับแรงงานทักษะสูง |
|
นโยบายสุขภาพ การรักษาพยาบาล และสวัสดิการสังคม |
- เดินหน้าปฎิรูปกฎหมายประกันสุขภาพเมื่อปี 2553 ซึ่งมุ่งการประกันสุขภาพแบบครอบจักรวาล เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของประชาชน โดยเปิดทางให้บุคคลสามารถซื้อประกันในราคาสมเหตุสมผลและครอบคลุมมากขึ้น - ลดอำนาจปฎิเสธของบริษัทประกัน กรณีที่บุคคลมีการเจ็บป่วยที่ตรวจพบแล้วต้องการทำประกัน - สนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่นเพิ่มการขึ้นทะเบียนคนจนในโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล - ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับการปฎิรูประบบสวัสดิการสังคมให้เป็นเอกชน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับชาวอเมริกัน |
- เดินหน้ายกเลิกการปฎิรูปกฎหมายประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบามา แม้ว่าจะเป็นต้นแบบของกฎหมายประกันสุขภาพที่ตนเองสนับสนุน และลงนามรับรองสมัยเป็นผู้ว่าการรัฐแมตซาชูเซต - ปล่อยให้รัฐบาลท้องถิ่นบริหารจัดการกฎหมายประกันสุขภาพกันเอง - จำกัดการฟ้องร้องดำเนินคดีกับแพทย์กรณีเกิดความผิดพลาดในการรักษา - สนับสนุนให้ประชาชนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพจัดการซื้อจากภาคเอกชน โดยบุคคลสามารถหาซื้อประกันได้จากรัฐอื่นๆ ซึ่งคุ้มครองน้อยกว่า แต่ราคาถูกกว่า - มองว่า โอบามาแคร์ ทำให้ภาครัฐและนายจ้างต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการประกันสุขภาพมากเกินไปและยังทำให้ภาคธุรกิจไม่ก่อการจ้างงาน |
|
การอพยพ |
- ใช้อำนาจในการบริหารของรัฐระงับการส่งผู้อพยพกลับประเทศ พร้อมให้สถานะทางกฎหมายให้กับกลุ่มหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 30 ปีที่ลักลอบเข้าประเทศที่มีพื้นฐานการศึกษาดีในระดับมัธยมปลายและ/หรือเคยรับใช้ชาติ โดยประธานาธิบดีโอบามามองว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยให้สหรัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม ขณะเดียวกันก็เป็นการบรรเทาทุกข์และให้ความหวังกับคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถ มีพรสวรรค์ มีพลังขับเคลื่อน และรักชาติ - เพิ่มบทลงโทษการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมายให้หนักมากขึ้น |
- เดินหน้าวางแผนปฎิรูปการอพยพโยกย้าย ครอบคลุมถึงผู้ที่ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย โดยหวังผลในระยะยาว เช่น การเพิ่มมาตรการป้องกันตามแนวพรมแดนของประเทศ การพิจารณาอนุมัติเพื่อให้สิทธิความเป็นพลเมืองสหรัฐกับผู้อพยพสำหรับผู้ที่ทำงานรับใช้กองทัพสหรัฐ และสำหรับเด็กๆ ที่มาอยู่ในสหรัฐ โดยไม่ใช่ความผิดของตนเอง |
|
นโยบายต่างประเทศ |
- เชื่อมั่นในแนวทางด้านการทูต การเจรจา และมาตรการคว่ำบาตรมากกว่าการใช้อำนาจทางการทหาร - แสวงหาความร่วมมือ และหาทางออกของความขัดแย้งภายในซีเรีย อียิปต์และลิเบียอย่างสันติวิธี เพื่อกดดันให้ผู้นำเผด็จการยอมลงจากอำนาจ - ใช้การค้าและการเจรจา เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศต่างๆ ** ด้วยแนวทางดังกล่าวส่งผลให้นักวิจารณ์มองว่า ประธานาธิบดีโอบามาไม่ค่อยสนใจสนับสนุนอิสราเอล พันธมิตรของสหรัฐในตะวันออกกลาง กรณีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์มากนัก |
- เชื่อมั่นในแนวทางที่สนับสนุนการรักษาอำนาจทางการทหารของประเทศ โดยเห็นว่านโยบายของรัฐบาลโอบามาทำให้สหรัฐอ่อนแอ และมุ่งดำรงอิทธิพลของสหรัฐในเวทีโลก - ผลักดัน “ศตวรรษแห่งอเมริกา” (American Century) ที่สหรัฐเป็นผู้นำโลกเสรี และโลกเสรีแห่งนี้จะนำโลกทั้งใบ - รายละเอียดด้านการต่างประเทศค่อนข้างคล้ายคลึงกับของประธานาธิบดีโอบามา แต่ที่แตกต่างก็คือวิสัยทัศน์ เช่น กรณีของซีเรียที่รอมนีย์เห็นว่าสหรัฐควรแสดงจุดยืนชัดเจนในการขับไล่อดีตผู้นำเผด็จการแห่งซีเรียตั้งแต่ต้น มากกว่ามัวแต่แสวงหาแนวทางทางการทูตจนทำให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลาย - ด้านตะวันออกกลาง รอมนีย์มองว่าสหรัฐไม่ควรดำรงสถานะของตนเองเป็นแค่คนกลาง และควรเดินหน้าสนับสนุนอิสราเอลเต็มที่ |
|
การศึกษา |
- เดินหน้าปฎิรูปนโยบายการศึกษาอย่างเข้มข้น ด้วยกฎหมาย โน ชาล์ย เล็ฟท์ บีไฮด์ (No Child Left Behind – ไม่มีเด็กถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง) ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นเร่งจัดการระบบการศึกษาภายในของตนเอง โดยอย่างน้อยเพื่อให้ทันทัดเทียมกับมาตรฐานของรัฐบาลส่วนกลางที่เด็กทุกคนต้องอ่านออกและคิดเลขเป็นในปี 2557 - มุ่งใช้นโยบาย “Race to the Top” ซึ่งเป็นนโยบายปฏิรูปการศึกษาในโรงเรียนที่เชื่อมโยงงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเข้ากับคุณภาพการเรียนการสอน - ยุติการใช้เงินภาษีราษฎรในการสนับสนุนภาคการธนาคาร โดยจะนำเงินภาษีดังกล่าวไปใช้เพื่อการสนับสนุนให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาและสายวิชาชีพ เพื่อที่ภายในปลายศตวรรษนี้ สหรัฐฯ จะต้องกลับมามีสัดส่วนนักศึกษาที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย (college graduates) สูงที่สุดในโลกอีกครั้ง |
- แผนของรอมนีย์เริ่มต้นด้วยโครงการ “A Chance for Every Child” โอกาสสำหรับเด็กทุกคน โดยเน้นให้โรงเรียนมีทางเลือก ตรวจสอบได้ และรับรองคุณภาพครูผู้สอน - ให้พ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งมีรายได้น้อย หรือต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษสามารถเลือกสถานศึกษาให้กับบุตรหลานของตนเองได้ - แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ความถูกต้องเหมาะสมของการศึกษาต้องให้เป็นไปโดยสมดุลกับการควบคุมงบประมาณของรัฐ |
|
การทำแท้ง |
- สนับสนุนสิทธิการทำแท้ง เห็นได้จากการแต่งตั้งตุลาการศาลสูงสุดที่สนับสนุนกฎหมายการทำแท้ง 2 คน - สนับสนุนกฎหมาย "Roe v.Wade”* และการเข้าถึงการทำแท้ง โดยเชื่อว่าเป็นสิทธิของผู้หญิงที่จะตัดสินใจเองร่วมกับแพทย์ว่าสมควรจะทำแท้งหรือไม่ (*หมายเหตุ : คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐในปี ค.ศ.1973 ซึ่งเปิดทางให้ผู้หญิงมีสิทธิทำแท้งได้ พร้อมกับอนุญาตให้แต่ละรัฐมีสิทธิ์ตัดสินใจเต็มที่ว่าการทำแท้งจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่) |
- รอมนีย์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ในฐานะประธานาธิบดี (สายอนุรักษ์นิยม และผู้นับถือคริสตศาสนา นิกายมอร์มอน)ขอเลือกที่จะเห็นความสำคัญของชีวิตดีกว่า - อย่างไรก็ตาม ช่วงที่หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ในปี 2545 รอมนีย์กลับสนับสนุนให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายการทำแท้ง - มุ่งล้มเลิกกฎหมาย "Roe v.Wade” แต่ยังเปิดทางให้มีการทำแท้งได้ในกรณีที่การตั้งครรภ์ของฝ่ายหญิงมาจากการถูกข่มขืน การร่วมประเวณีร่วมสายเลือดและการตั้งครรภ์นั้นเสี่ยงต่อชีวิตของมารดา - ยกเลิกการให้เงินอุดหนุนแก่องค์กรด้านการวางแผนครอบครัว ในส่วนของคลีนิกสุขภาพสตรี |
|
สิทธิของกลุ่มคนรักร่วมเพศ |
- เปิดกว้างและยอมรับสิทธิของกลุ่มคนรักร่วมเพศอย่างเต็มที่ - สนับสนุนสถานะทางกฎหมายให้กับคู่แต่งงานเพศเดียวกัน - สนับสนุนการยกเลิกนโยบาย "ห้ามถาม ห้ามบอก" ของกองทัพ |
- สนับสนุนการแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนิยามคำว่า "การสมรส" ว่าจะต้องเป็นการแต่งงานระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น - สนับสนุนนโยบาย "ห้ามถาม ห้ามบอก" ซึ่งเป็นนโยบายที่ห้ามบุคคลที่เป็นพวกรักร่วมเพศอย่างเปิดเผยเข้ารับใช้กองทัพ |
|
การครอบครองปืน |
- จุดยืนการถืออาวุธปืนไว้ในครอบครองยังคงคลุมเครือ ไม่ชัดเจน - อย่างไรก็ตาม แนวคิดโดยรวมเอนไปทางที่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีปืนไว้ในครอบครองได้ โดยเปิดเผยเพียงแค่ว่า กำลังอยู่ในระหว่างการจัดหามาตรการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดของผู้ที่ต้องการมีปืนไว้ในครอบครองว่า มีประวัติเสียหาย ขาดความรับผิดชอบ หรือมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง - เน้น การใช้ปืนให้เป็นวิจารณญาณของผู้ใช้เป็นสำคัญ |
- รับรองกฎหมายที่ว่าด้วยการต่อต้านการขายอาวุธทุกประเภทที่ใช้ในการโจมตี ซึ่งรอมนีย์เห็นว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ตอบสนองความต้องการของฝ่ายสนับสนุนการมีปืนและฝ่ายต่อต้านให้เป็นไปอย่างสมดุล - อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่เห็นด้วยกับการมีปืนไว้ในครอบครอง แต่จุดยืนของรอมนีย์ยังคงไม่แน่ชัด เพราะให้การสนับสนุนว่าการมีปืนไว้ในครอบครองเป็นเรื่องที่รับได้1 |
|
สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (โลกร้อน)และนโยบายพลังงาน |
- มุ่งศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความก้าวหน้าด้านการพลังงานของประเทศ โดยนอกจากจะมุ่งเน้นพลังงานสีเขียวแล้ว ยังเน้นพัฒนาการใช้แหล่งพลังงานที่สหรัฐมีอยู่อย่างมหาศาล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ - สนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น พลังงานจากกังหันลม หรือรถยนต์ไฟฟ้า - เพิ่มความเข้มงวดกับประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และมาตรฐานการปล่อยไอเสีย - ขัดขวางโครงการท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน ซึ่งลำเลียงน้ำมันทรายจากแคนาดาไปยังอ่าวเม็กซิกโก เนื่องจากเห็นว่า โครงการดังกล่าวยังไม่ได้ศึกษาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างดีเพียงพอ - เพิ่งเสนอกฎระเบียบว่าด้วยการจัดสรรที่ดินฉบับใหม่เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา - เพิ่มมาตรการควบคุมการทำเหมืองถ่านหินให้เข้มงวดมากขึ้น - ในส่วนของประเด็นโลกร้อน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นประเด็นที่โอบามาพยายามหลีกเลี่ยง เห็นได้ความล้มเหลวของสหรัฐที่ไม่สามารถออกนโยบายจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ |
- ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังถ่านหิน การสำรวจแหล่งน้ำมัน และการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดยรอมนีย์มองว่า เทคโนโลยีด้านพลังงานนิวเคลียร์ทำให้สหรัฐมีความเป็นไปได้ที่จะยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองด้านการพลังงานมากกว่าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ของโอบามา - มีแนวโน้มจะสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก - เตรียมเสนอผ่อนคลายกฎเพื่อสนับสนุนการสร้างโครงการท่อส่งน้ำมันคีย์สโตน - สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาของรัฐบาล โดยอยู่ภายใต้หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบด้านโครงการวิจัยก้าวหน้าเพื่อการพลังงาน - เช่นเดียวกับโอบามา ประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน เป็นสิ่งที่รอมนีย์พยายามหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึง |
|
ความมั่นคงภายในและสงคราม |
- จัดการปลิดชีพแกนนำเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ซึ่งรวมถึงโอซามา บิน ลาเดน - ถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากอิรัก พร้อมกำหนดระยะเวลาเริ่มต้นถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานก่อนการเลือกตั้งเดือนพ.ย.นี้ และให้เสร็จสิ้นภายในปี 2557 - เพิ่มปฏิบัติการพิเศษเพื่อจัดการกับบรรดาแกนนำเครือข่ายก่อการร้าย เช่น การอาศัยเครื่องบินบังคับไร้คนขับ ซึ่งแม้จะช่วยให้จัดการแกนนำได้ แต่ก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูง โดยรวมถึงการบาดเจ็บของพลเรือน และสายสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างสหรัฐและปากีสถาน - เห็นชอบการตัดลดงบประมาณทางทหารมูลค่า 487 ล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 10 ปี - เน้นวิธีการทางการทูตและมาตรการคว่ำบาตรในการจัดการกับอิหร่าน เพื่อยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ โดยเพิ่งจะลงนามยกระดับการคว่ำบาตรธนาคารกลางอิหร่าน สกัดรายได้จากน้ำมัน และระบบการเงิน |
- เตรียมพร้อมทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาอาวุธยุทธภัณฑ์ของกองทัพ และเพิ่มการลงทุนด้านการป้องกันชีปนาวุธ - เพิ่มงบประมาณทางการทหารอีกประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐให้กับกระทรวงกลาโหม - ตัดลดงบประมาณทางด้านการป้องกันของฝ่ายพลเรือน - สานต่อสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และเชื่อว่าอิหร่านคือภัยคุกคามต่อสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อว่าวิธีการทางการทูต และมาตรการคว่ำบาตรทั้งหลายจะใช้ได้ผล กระนั้น รอมนีย์ก็ยังไม่มีวิธีการอื่นๆ มาทดแทน - ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอลในฐานะพันธมิตรคนสำคัญของสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลาง - ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดระยะเวลาถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน โดยรอมนีย์เห็นว่าควรขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ภาคสนามจากผู้บังคับบัญชา และควรเกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกับที่องค์การนาโตจะการถอนกำลังทหารออกเช่นเดียวกัน และหลังจากที่สามารถถ่ายโอนอำนาจให้กับกองกำลังทหารของอัฟกานิสถานเรียบร้อยแล้ว |
|
บทบาทของรัฐบาล |
- เชื่อตามแบบฉบับพรรคเดโมแครตว่ารัฐบาลกลางมีบทบาทสำคัญในการวางกรอบชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น กฎหมายการแต่งงานและการทำแท้ง สร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามกฎระเบียบ และเอื้อให้เศรษฐกิจธุรกิจเติบโต - บทบาทของรัฐบาลที่ประธานาธิบดีโอบามาเสริมขึ้นมา เช่น การปฎิรูปกฎหมายประกันสุขภาพ หรือ “โอบามาแคร์” - ผลักดันแผนกระตุ้นจากรัฐบาลส่วนกลาง เช่น กรณีอัดฉีดเงินมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐเข้าระบบเศรษฐกิจประเทศในปี 2552 เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการล้มละลายธนาคารในปี 2551 และเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการที่คล้ายคลึงกันอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2555 ท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักเศรษฐศาสตร์หลายรายที่มองว่าการกระทำดังกล่าวรังแต่จะทำให้ปริมาณหนี้ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น - สนับสนุนแนวทางการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน แม้นักวิจารณ์ส่วนใหญ่จะเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรก้าวก่ายและต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี - เชื่อว่า “ความสำเร็จในชีวิตเกิดขึ้นได้ด้วยความช่วยเหลือจากใครบางคน ที่เปิดทางให้ เป็นครูให้ กำหนดระบบกฎเกณฑ์ไว้ให้ และลงทุนในถนนหรือสะพานไว้ให้” |
- เชื่อตามแบบฉบับพรรครีพับลิกันว่า รัฐบาลส่วนภูมิภาคควรมีบทบาทมากขึ้น โดยรัฐบาลส่วนกลางควรดูแลในบางเรื่องที่สมควรเช่น สวัสดิการสังคม เก็บภาษีในอัตราต่ำ และสนับสนุนกลไกตลาดเสรี - ไม่ควรก้าวก่ายชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมองว่า การแต่งงานเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เกิดจากการตัดสินใจของคนสองคน - มองว่า คนน้อยแต่ศักยภาพสูง ย่อมเป็นประโยชน์และประหยัดเงินงบประมาณมากกว่า ดังนั้นจึงสนับสนุนการลดขนาดหน่วยงานของรัฐ - สนับสนุนการเก็บภาษีธุรกิจองค์กรในอัตราต่ำ - ยกเลิกการปฎิรูปกฎหมายประกันสุขภาพ ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่น |







