posttoday
คนต่างยุค (1)

คนต่างยุค (1)

04 พฤศจิกายน 2555

การที่คนคนหนึ่งเติบโตมาภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่แตกต่างกัน ย่อมหล่อหลอมให้มีมุมมองและความรู้สึกนึกคิดต่างกันเป็นธรรมดา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสังคมจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน มีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึกนึกคิดของชาวจีนที่ใช้ชีวิตอยู่คนละยุคสมัย ถึงแม้จะเกิดห่างกันเพียงไม่กี่ปี ก็มีทัศนคติที่อยู่กันคนละขั้วได้เหมือนกัน เพราะนั่นเป็นผลพวงจากบ้านเมืองที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างผิดหูผิดตาในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

การที่คนคนหนึ่งเติบโตมาภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่แตกต่างกัน ย่อมหล่อหลอมให้มีมุมมองและความรู้สึกนึกคิดต่างกันเป็นธรรมดา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสังคมจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน มีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึกนึกคิดของชาวจีนที่ใช้ชีวิตอยู่คนละยุคสมัย ถึงแม้จะเกิดห่างกันเพียงไม่กี่ปี ก็มีทัศนคติที่อยู่กันคนละขั้วได้เหมือนกัน เพราะนั่นเป็นผลพวงจากบ้านเมืองที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างผิดหูผิดตาในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

คนที่อยู่ในวัยกลางคนหรือวัยชราถือเป็นกลุ่มคนที่เห็นภาพการเสียสละเลือดเนื้อของวีรบุรุษคนแล้วคนเล่า ผ่านวันเวลาแห่งความขมขื่นเป็นเวลาหลายสิบปี กว่าจะได้เห็นความมีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในวันนี้ ความรักและหวงแหนชาติจึงซึมลึกเข้าไปอยู่ในสายเลือด ด้วยความที่เติบโตมาพร้อมกับความวุ่นวายต่างๆ ทางสังคมและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย จึงมีแนวคิดในเชิงอนุรักษ์และให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมดั้งเดิม การได้สัมผัสกับคนวัยนี้ จึงเปรียบเหมือนการรับรู้ถึงวิถีชีวิตของชาวจีนยุคก่อนการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทำให้สังคมจีนเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหลายเท่า

ขณะที่คนที่เกิดในยุคทศวรรษที่ 80 และ 90 จะมีพื้นเพทางสังคมต่างจากคนกลุ่มข้างต้น เนื่องจากเกิดมาในช่วงที่สังคมเริ่มเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จากต่างแดนและมีมาตรฐานในการดำเนินชีวิตอยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่ถึงอย่างนั้นคนทั้งสองกลุ่มนี้ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ

เราลองไปดูภาพรวมด้านความรู้สึกนึกคิดและความเคยชินของพวกเขากันว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

ตอนที่เรียนอนุบาล นักศึกษามหาวิทยาลัยเขาเรียนฟรีกัน

ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย เด็กอนุบาลได้รับสิทธิในการเรียนฟรี

คนต่างยุค (1)

 

ตอนที่ยังไม่ได้ทำงาน มีระบบการส่งคนไปประจำการยังหน่วยงานต่างๆ

ตอนที่ทำงานแล้ว แย่งกันหัวฟัดหัวเหวี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินยังชีพ

ตอนที่ยังไม่มีรายได้ รัฐบาลมีสวัสดิการจัดสรรบ้านพัก

ตอนที่มีรายได้แล้วกลับพบว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงจนไม่มีปัญญาซื้อ

ตอนที่ยังไม่ได้เข้าสู่วงจรตลาดหุ้น ตาสีตาสาล้วนร่ำรวยจากการเล่นหุ้น

ตอนที่กระเสือกกระสนเข้าสู่วงจรตลาดหุ้น พบว่าตัวเองกลายเป็นคนโง่ที่หมดเงินไปกับการลงทุน

ความจริงที่หยิบยกมากล่าวถึงนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่เด็กยุคทศวรรษที่ 80 (ปี ค.ศ. 19801989) หรือเข้าใจกันง่ายๆ ว่าเป็นคนรุ่นแรกหลังการประกาศใช้นโยบายคุมกำเนิด (ค.ศ. 1983) คลุกคลีมาตั้งแต่เด็กจนโต ในฐานะที่เกิดมาในช่วงแรกเริ่มของการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม (ค.ศ. 1978) จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและสิ่งแปลกใหม่จากนานาประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอิทธิพลทางค่านิยมและแนวความคิดแบบตะวันตกที่เน้นความมีอิสระและเปิดกว้างทางความคิด สิ่งเหล่านี้ย่อมสร้างช่องว่างระหว่างวัยของพวกเขากับพ่อแม่ ส่งผลต่อทัศนคติที่ขัดแย้งกันอย่างมิต้องสงสัย

เมื่อเทียบกับคนที่เกิดในยุคทศวรรษ 90 แล้ว คนกลุ่มนี้ถือว่าโชคดีที่ได้เห็นวิวัฒนาการของบ้านเมืองนับตั้งแต่สังคมยังอยู่ในช่วงคาบลูกคาบดอก กระทั่งก้าวย่างเข้าสู่ความเจริญดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผ่านชีวิตที่ไม่ได้แวดล้อมไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงในวัยเด็กและไม่มีของเล่นแปลกใหม่เหมือนอย่างที่เด็กยุคหลังมีกัน ภาพความทรงจำเหล่านี้ยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาตลอดไป

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับการติดต่อสื่อสารของคนยุคนี้เน้นไปที่รูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัยอย่างการใช้โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก พวกเขาคุ้นเคยกับการส่ง SMS คุยกันทาง MSN หรือ QQ ส่งอีเมล ฯลฯ ช่องทางการสื่อสารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาเป็นอย่างมาก

ด้วยความที่เกิดในยุคที่เปิดประเทศ วัฒนธรรมต่างแดนนานารูปแบบล้วนหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศจีน คนยุคนี้จึงคุ้นเคยกับสินค้าแบรนด์เนม ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างเคเอฟซี แมคโดนัลด์ ภาพยนตร์ฮอลลีวูด การไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึงค่านิยมวัฒนธรรมตะวันตกเป็นอย่างดี ปรากฏการณ์ “รักร่วมเพศ” หรือการใช้ “ถุงยางอนามัย” ที่มีให้เห็นในประเทศแถบตะวันตกเริ่มไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากคนจีนยุคก่อนที่ไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงเหล่านี้คืออะไร

อย่างไรก็ดี “ความรักทางอินเทอร์เน็ต” “การอยู่ก่อนแต่ง” ยังถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนยุคนี้ มองการแต่งงานว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ขอเพียงคนสองคนมีใจให้กัน เปิดกว้างในเรื่องเพศสัมพันธ์ คิดว่าการอยู่ก่อนแต่งเป็นเรื่องธรรมชาติ มาตรฐานการเลือกคู่ก็ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาเป็นหลัก แต่กลับเป็นเรื่องของบุคลิกลักษณะและความสามารถ แตกต่างจากแนวความคิดการเลือกคู่แบบดั้งเดิมที่เน้นเรื่องของความเหมาะสมด้านฐานะ

คนกลุ่มนี้มักไม่ชอบแลกเปลี่ยนทัศนคติกับพ่อแม่ เพราะมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง ถึงแม้จะมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่บ้าง แต่ก็แค่ผิวเผิน ไม่ค่อยระบายความรู้สึกในใจให้ฟัง ด้วยคิดว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่มีความคิด “ล้าหลัง” พวกเขาต่างคิดว่าการทำงาน การคบเพื่อน การดำเนินชีวิตที่เป็นอยู่ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฟังคำแนะนำจากผู้ใหญ่

ในส่วนของทัศนคติความงามก็แตกต่างจากคนรุ่นก่อนมาก ยกตัวอย่างเช่น การแต่งกาย คนกลุ่มนี้เน้นความทันสมัย ตามกระแสนิยม มีสไตล์เป็นของตัวเอง ยอมรับการเจาะหูในหมู่ผู้ชาย หรือการที่ผู้หญิงแต่งตัวเท่ๆ แมนๆ การย้อมผมหลากสี การสักตัว เพราะมองว่าเป็นการปลดปล่อยทางอารมณ์อย่างหนึ่ง ไม่ว่าค่านิยมด้านการแต่งกายเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการเลียนแบบหรือเกิดจากความชอบส่วนบุคคลก็ตาม ผู้ใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ค่อยได้

ก่อนหน้านี้ คนที่เกิดในช่วงยุคทศวรรษ 80 มักถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “ยุคที่เห็นแก่ตัวที่สุด” “ยุคที่ไม่มีความรับผิดชอบที่สุด” “ยุคที่เบาปัญญาที่สุด” อันเป็นผลจากการเกิดในครอบครัวที่มีบุตรเพียงคนเดียว ถูกประคบประหงมจากสมาชิกทุกรุ่นในครอบครัว ทว่าทัศนคติและอคติที่มีต่อคนกลุ่มนี้ค่อยๆ จางหายไป โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เวิ่นชวนและการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี ค.ศ. 2008 พวกเขาต่างเป็นกำลังสำคัญในการอุทิศตนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแข็งขันและเป็นอาสาสมัครในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางมาร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่ง การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความอาทรที่มีต่อเพื่อนร่วมชาติอย่างน่ายกย่อง ปรับเปลี่ยนทัศนคติในแง่ลบที่มีต่อพวกเขาของคนในสังคม

ครั้งหน้าเราไปดูกันว่า คนที่เกิดยุคทศวรรษ 90 จะมีความรู้สึกนึกคิดและค่านิยมเป็นอย่างไร

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล