
‘ญี่ปุ่น’กระตุ้นศก.อีกแสนล้าน
ญี่ปุ่นกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดจีนเดินหน้ากระตุ้นต่อหลังเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้น
ญี่ปุ่นกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดจีนเดินหน้ากระตุ้นต่อหลังเศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้น
วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในวันที่ 26 ต.ค. มูลค่ามากกว่า 4 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5,010 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ถือเป็นการกระตุ้นจากภาครัฐบาลญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปีงบประมาณนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ปริมาณการกระตุ้นในครั้งนี้ยังคงถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก และไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาขยายตัวได้ ซึ่งอาจจะช่วยให้จีดีพีขยับขึ้นเพียงราว 0.1% เท่านั้น
“การกระตุ้นครั้งนี้จะช่วยการผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดีที่สุดเพียง 0.1% เท่านั้น” โตชิฮิโร นากาฮามา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประจำสถาบันวิจัยไดอิจิ กล่าว
รายงานระบุว่า การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องออกมาตรการใดๆ ก็ตามเพื่อสอดรับกับการกระตุ้นครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าการกระตุ้นจากธนาคารกลางญี่ปุ่นน่าจะมีความรุนแรงกว่า
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจจากหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การขาดดุลการค้ามหาศาล เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเพื่อทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ที่ชะงักไปในประเทศ นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังประสบกับปัญหาค่าเงินเยนแข็งตัว ซึ่งส่งผลกระทบกับการทำกำไรของเอกชนญี่ปุ่นอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น วอลสตรีต รายงานด้วยว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากฝ่ายการเมืองอาจจะพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นออกมาเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะต้องจับตาการประชุมของคณะกรรมการบริหารธนาคารในวันที่ 30 ต.ค.นี้
ขณะเดียวกันทางด้านบลูมเบิร์ก รายงานว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวบ้างแล้ว ซึ่งจะเปิดทางให้กับจีนใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และเดินหน้าการใช้นโยบายลดวงเงินการสำรองทุนของธนาคารพาณิชย์ลง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมมากขึ้นต่อไป
รายงานประเมินว่า ธนาคารจีนจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 6% ต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ พร้อมกับอาจจะประกาศลดปริมาณการกันทุนสำรองของภาคธนาคารพาณิชย์ลงอีก 0.25% เช่นกัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืม และการไหลเวียนของทุนในประเทศมากกว่าเดิม
ทั้งนี้ จากตัวเลขล่าสุดนั้น ผลผลิตโรงงานอุตสาหกรรมและการค้าปลีกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ถึงกับกล่าวว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเป็นการเติบโตอย่างช้าๆ เป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกันด้วย
เศรษฐกิจจีนมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเดือนที่แล้วก็ปรับขึ้น 1.9% เช่นกัน







