posttoday
กูเกิล 'ยกธงขาว' ปิดฉากเสริซเอนจินในจีน

กูเกิล 'ยกธงขาว' ปิดฉากเสริซเอนจินในจีน

24 มีนาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — กูเกิลพ่าย โยกฐานไปฮ่องกง แต่ย้ำจุดยืนเลิกมาตรการเซ็นเซอร์ ส่วนรัฐบาลปักกิ่งสวนกูเกิลแบบทันควัน ไม่เคารพกฎและละเมิดสัญญา

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ว่า กูเกิลได้ปิดฐานการให้บริการในจีนแล้ว โดยทางกูเกิลสำนักงานใหญ่ในนครซานฟรานซิสโก ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางบริษัทตัดสินใจย้ายฐานบริการของกูเกิลในจีน (Google.cn) ไปยังฐานในฮ่องกง และยุติการเซ็นเซอร์ผลการค้นหาของผู้ใช้ในจีน

กูเกิล ประกาศว่า จะยังคงทำวิจัยและพัฒนาการใช้บริการกูเกิลสำหรับผู้ใช้ชาวจีนอยู่ อีกทั้งทีมฝ่ายขายก็ยังคงประจำการอยู่ในจีนตามเดิม

ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตึงเครียดของรัฐบาลปักกิ่ง และรัฐบาลวอชิงตันในหลายเรื่อง ตั้งแต่ประเด็นเรื่องเสรีภาพการเข้าถึงทางอินเทอร์ เน็ต อัตราค่าเงินหยวน และอื่นๆ อีกมาก

ฉินกัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดการกับกรณีของกูเกิลไปตามกฎหมายของจีน ซึ่งในแถลงการณ์ของทางการจีนระบุออกมาว่า การกระทำดังกล่าวของกูเกิลเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งผิดต่อสัญญาที่ทั้งสองได้เคยทำไว้ เมื่อครั้งที่กูเกิลตัดสินใจกระโดดเข้ามาในตลาดจีน

“กูเกิลละเมิดคำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยการระงับการตรวจกรองของการให้บริการค้นหาข้อมูล และกล่าวหาจีนโดยมีนัยว่าเป็นผู้ที่โจมตีและเจาะข้อมูลของกูเกิล” เจ้าหน้าที่ของทางรัฐบาลจีนรายหนึ่ง กล่าวกับทางสำนักข่าวซินหัว

ด้าน เดวิด ดรัมมอนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของกูเกิล กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า การให้บริการค้นหาข้อมูลโดยไม่มีการเซ็นเซอร์ผ่านเว็บไซต์กูเกิลของ ดอตคอม ดอตเอชเค ซึ่งมีฐานอยู่ในฮ่องกง เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชาวจีนได้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจีนจะเคารพการตัดสินใจของเรา ถึงแม้ว่าเราก็รู้ดีว่าทางรัฐบาลจะสามารถบล็อกการเข้าถึงบริการต่างๆ ทางเว็บไซต์ของเราเมื่อไหร่ก็ได้” ดรัมมอนด์ เขียนข้อความดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ฉินกัง ให้สัมภาษณ์กับบรรดาผู้สื่อข่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับกูเกิลเป็นเรื่องของบริษัททำธุรกิจ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกรุงปักกิ่งจีน และรัฐบาลกรุงวอชิงตัน

ด้านทำเนียบข่าวของสหรัฐ ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า กูเกิลและจีนไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ก่อนหน้านี้กูเกิลขู่ที่จะถอนตัวออกจากตลาดจีนภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตใหญ่ที่สุดในโลก และมีอัตราการขยายตัวของตลาดที่รวดเร็วที่สุด เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กูเกิลและอีกราวกว่า 20 บริษัท ถูกโจมตีทางไซเบอร์ด้วยการเจาะข้อมูล ซึ่งต่อมาทางกูเกิลยืนยันว่าแฮกเกอร์ได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลจีน

กูเกิล ประกาศว่า การเจาะข้อมูลดังกล่าวทำให้บริษัทสูญข้อมูลซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งยังพบว่าแฮกเกอร์พยายามมุ่งเป้ามาที่จีเมลของนักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ในหน้าเว็บไซต์กูเกิลของฮ่องกงก็ขึ้นข้อความ “ต้อนรับกูเกิลเสิร์ชสู่บ้านหลังใหม่ในจีน” ทันที และเริ่มการแสดงผลเป็นอักษรภาษาจีนในเว็บไซต์ดังกล่าวในทันที แต่ทว่าผู้ใช้ก็ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์บางเว็บได้ เนื่องจากมีการบล็อกของทางรัฐบาลจีน

จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการเซ็นเซอร์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีเจ้าหน้าที่หลายพันคนที่คอยทำหน้าที่มอนิเตอร์เว็บไซต์และการเคลื่อนไหวต่างๆ ในโลกไซเบอร์ รวมไปถึงเว็บไซต์สังคมออนไลน์ เว็บบอร์ด แชตรูมต่างๆ เพื่อที่ไม่ปล่อยข้อความ หรือเรื่องอันเป็นข้อห้ามและไม่พึ่งประสงค์ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการพูดคุย หรือบอกต่อผ่านทางโลกไซเบอร์เป็นอันขาด

ด้านรายงานของทางสำนักข่าวบีบีซี ระบุว่า การตัดสินใจของกูเกิลในครั้งนี้ เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนึ่งในบริษัทที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกกำลังแสดงความไม่พอใจ และไม่ยินดีที่จะให้ความร่วมมือในกับมาตรการเซ็นเซอร์ทางอินเทอร์เน็ตของทางรัฐบาลจีนอีกต่อไปแล้ว

เฉินหยาเฟย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แสดงความคิดเห็นในกรณีดังกล่าวผ่านทางสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กูเกิลควรจะยอมรับระเบียบข้อบังคับของทางรัฐบาลปักกิ่ง ถ้าหากทางบริษัทต้องการที่จะดำเนินธุรกิจในจีน

“บริษัทใดๆ ก็ตามที่เข้ามาทำธุรกิจในจีน ก็ควรที่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายของจีน กูเกิลมีข้อบัญญัติของตัวเอง ความขัดแย้งระหว่างกูเกิลและรัฐบาลจีนเป็นเรื่องของธุรกิจ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในจีนจะไม่เสียใจถ้ากูเกิลถอนตัวออกไป” หยาเฟย กล่าว

กูเกิลในจีนได้รับความนิยมจากประชาชนจีนเป็นอันดับที่ 2 รองจากเว็บเสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง ไป่ตู้ แต่ทว่าถ้าคำนวณจากสัดส่วนแล้ว ส่วนแบ่งทางการตลาดของไป่ตู้ยังคงมีจำนวนใหญ่กว่ากูเกิลจีนมาก

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การสูญเสียธุรกิจในจีนครั้งนี้อาจจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อการขยายตัวและผลประกอบการของกูเกิลในอนาคตได้

แต่ทว่าก็มีนักวิเคราะห์จำนวนมากอีกเช่นกันที่เชื่อว่า การปิดตัวของกูเกิลในจีน จะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจนัก เนื่องจากรายได้จากกูเกิลในจีนเป็นเพียง 2% ของรายได้ราว 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท