
ดีเบตชิงผู้นำสหรัฐวันนี้ โต้กันเดือดคะแนนนิยมสูสี
ดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมะกันรอบ 3 คาดแข่งดุเดือด เหตุคะแนนนิยมสูสีมาก ประเด็นสังหารทูตในลิเบีย กรณีวิกฤตอิหร่านเป็นหัวข้อหลักในการโต้เถียง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมะกันรอบ 3 คาดแข่งดุเดือด เหตุคะแนนนิยมสูสีมาก ประเด็นสังหารทูตในลิเบีย กรณีวิกฤตอิหร่านเป็นหัวข้อหลักในการโต้เถียง
การโต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต) ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐระหว่าง บารัก โอบามา ตัวแทนพรรคเดโมแครต และ มิตต์ รอมนีย์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน รอบที่ 3 ในหัวข้อนโยบายต่างประเทศ ซึ่งจะมีขึ้นที่รัฐฟลอริดา ในช่วง 3 ทุ่มวันที่ 22 ต.ค. หรือ 8 โมงเช้าของวันนี้ตามเวลาประเทศไทยจะเป็นการขับเคี่ยวที่ดุเดือดอย่างมาก เนื่องจากเป็นการดีเบตครั้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งที่ 6 พ.ย.
ผลการสำรวจคะแนนนิยมของทั้งสองฝ่ายล่าสุด พบว่ามีคะแนนที่สูสีกันอย่างมาก โดยสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี และหนังสือพิมพ์ วอลสตรีต เจอร์นัล ในสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 47% เท่ากัน ทำให้การโต้วาทีนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการช่วงชิงคะแนนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกฝ่ายไหนโดยเฉพาะในอีก 9 รัฐ เช่น โอไฮโอ และฟลอริดา
ขณะที่ผลสำรวจรายอื่นๆ ที่จัดทำขึ้นภายหลังจากจบการดีเบตรอบ 2 ที่รัฐโคโรลาโด ซึ่ง โอบามา สามารถคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งหลังจากพลาดท่าแพ้มาในการดีเบตรอบแรก พบว่า โอบามา มีคะแนนนำ มิตต์ รอมนีย์ อยู่เล็กน้อยที่ 49% ต่อ 46%
ทั้งนี้ แม้ว่าผลสำรวจทั่วไปจะระบุว่าในมุมมองของประชาชนต่างยกให้ โอบามา มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในด้านนโยบายต่างประเทศ แต่คาดว่าในการดีเบตครั้งนี้ รอมนีย์ จะใช้โอกาสนี้ในการโจมตี โอบามา เพื่อตีตื้นคะแนนในด้านนโยบายดังกล่าวให้ได้มากที่สุด โดยประเด็นที่คาดว่าจะหยิบยกขึ้นมาโจมตี ได้แก่ การอธิบายเหตุการณ์การสังหารนักการทูต และเจ้าหน้าที่สหรัฐ 4 นาย ในประเทศลิเบีย เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาของ โอบามา ที่ไม่มีความชัดเจน
นอกจากนี้ ยังรวมถึงมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักการทูตที่เสียชีวิตที่เป็นไปอย่างหละหลวม และการขาดความเป็นผู้นำในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางของโอบามา
สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีการถกเถียงกัน ได้แก่ การดำเนินนโยบายต่อจีน การต่อต้านก่อการร้าย สงครามในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะวิกฤตความตึงเครียดโครงการนิวเคลียร์อิหร่านนั้นจะกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐกับอิหร่านตกลงกันที่จะเปิดการเจรจาทางการทูตเพื่อลดความขัดแย้งโดยตรงหลังการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่อมาทางทำเนียบขาวและรัฐบาลกรุงเตหะรานจะปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง แต่ประเด็นดังกล่าวจะเป็นที่จับจ้องอย่างมากว่าทั้งสองฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเรื่องนี้ หากได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้นำประเทศแล้ว
ทอมมี เวียเตอร์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยว่า โอบามา ยินดีที่จะสนับสนุนการเจรจาดังกล่าว แต่ทางฝ่ายของ รอมนีย์ กลับปฏิเสธว่าจะให้การสนับสนุนการเจรจาดังกล่าวหรือไม่ หากได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี
ขณะที่ฝั่งของเหล่าสมาชิกพรรครีพับลิกันก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงการรั่วไหลของข่าวดังกล่าวว่าเป็นผลมาจากความตั้งใจของ โอบามา ที่ต้องการทำเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่ทางฝั่งของพรรคเดโมแครตโต้กลับว่า รอมนีย์ และพรรครีพับลิกันกำลังใช้ประเด็นความมั่นคงของประเทศมาเล่นเกมการเมือง
ทั้งนี้ ช่วงสุดสัปดาห์ก่อนหน้าจะถึงวันดีเบต โอบามา ได้ใช้เวลาในการฝึกซ้อมกับลูกน้องคนสนิทที่แคมป์เดวิด ขณะที่ รอมนีย์ ได้ไปฝึกซ้อมที่ฟลอริดา ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวทีการดีเบตครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม แม้กระแสความสนใจของประชาชนก่อนหน้าที่จะถึงวันเลือกตั้งจริงเพียง 2 สัปดาห์จะหันเหความสนใจไปที่การดีเบตในครั้งที่ 3 ซึ่งจะเป็นการมุ่งเน้นไปที่แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศเป็นหลัก แต่ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายภายในประเทศอยู่ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ
รอมนีย์ กล่าวหาว่า โอบามา ขาดความชัดเจนในการที่จะบอกกับชาวอเมริกาว่าในอีก 4 ปีถัดไปว่ามีแผนจะทำอะไรบ้าง ขณะที่ โอบามา ตอบโต้ว่า รอมนีย์ กำลังพยายามปิดบังรายละเอียดของแผนการลดภาษีที่แท้จริง พร้อมย้ำว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะตัดลดภาษีลง โดยไม่ทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น หรือต้องผลักภาระด้านภาษีจากคนรวยไปให้ชนชั้นกลาง
ทั้งนี้ แม้ว่าการดีเบตซึ่งดำเนินมาถึงครั้งสุดท้ายจะจบสิ้นลงในวันนี้ แต่ทั้งสองก็ยังมุ่งหวังที่จะกอบโกยคะแนนให้มากที่สุดในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง โดย โอบามา มีแผนที่จะจัดการปราศรัยที่รัฐฟลอริดา และ รัฐโอไฮโอ ในวันที่ 24 ต.ค.นี้ก่อนที่จะเดินทางกลับทำเนียบขาว ขณะที่ รอมนีย์ เตรียมที่จะปราศรัยร่วมกับ พอล ไรอัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่รัฐโคโรลาโด ในวันที่ 24 ต.ค.นี้







